การชี้แจงสอบละเมิด

สอบละเมิด คืออะไร

“การชี้แจงสอบละเมิดมีความเสี่ยง แต่ถ้าไม่ชี้แจงจะเสี่ยงกว่า” วลีเด็ดที่มักทิ้งท้ายหลังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการแก้ข้อกล่าวหาเรื่อง “สอบละเมิด” เพื่อให้ผู้ถูกสอบละเมิดได้ตระหนักว่าการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในการสอบละเมิดมีความเสี่ยง แต่ถ้าไม่ชี้แจงหรือนำเสนอข้อเท็จจริงประกอบการจัดทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ไม่ถูกวิธีหรือไม่เข้าหลักเกณฑ์การสอบละเมิดที่ทางราชการกำหนด จะเสี่ยงกว่า ซึ่งความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงที่ผู้ถูกสอบละเมิดจะต้องชดใช้เงินให้แก่ทางหน่วยงานต้นสังกัด

“สอบละเมิด” คือการสอบหา “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยกระบวน การ “สอบละเมิด” จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน และมีเหตุอันควรเชื่อว่าความเสียหายนั้น เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิด ดังนั้น การชี้แจง “สอบละเมิด” ในที่นี้จึงหมายถึง การโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมความประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิด โดยฝ่ายผู้ถูกสอบละเมิด จะต้องทำการเขียนข้อโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานว่าตนเองมิได้กระทำการประมาทเลินเล่อในหน้าที่นั้นหรือไม่ อย่างไร

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่, ตัวอย่าง สอบละเมิด

10 วิธีชี้แจงข้อกล่าวหา "สอบละเมิด"

ส่วนใหญ่ผู้ถูกกล่าวหาในการ”สอบละเมิด”มักกังวลว่าจะตั้งรูปเรื่องการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร จะต่อสู้ หรือวางแนวทางคดีอย่างไร เพื่อให้เกิดผลดีหรือมีการปรับลดสัดส่วนความรับผิดแก่ของฝ่ายตนอย่างสูงสุด เพราะหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการสอบละเมิดมิได้กำหนดรูปแบบและวิธีการชี้แจงข้อกล่าวหาให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิดถือปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ส่วนใหญ่จะบัญญัติให้ผู้สอบสวนเป็นผู้ทำหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆเสนอผู้มีอำนาจเพื่อวินิจฉัยสั่งการ ซึ่งหากการสอบละเมิดนั้น ได้ผู้สอบสวนที่เป็นกลางและยินดีรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งเรื่องความประมาทของผู้ถูกสอบละเมิด และเรื่องความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบงาน(หากมี) เพื่อการพิจารณาปรับลดค่าเสียหายแก่ผู้ถูกสอบละเมิดในอนาคต ย่อมจะเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่หากการสอบสวนนั้น เกิดการหลงลืมรวบรวมข้อเท็จจริงเรื่องความบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบงาน(หากมี) หรือเกรงว่าจะเป็นการหยิกเล็บเจ็บเนื้อ กลัวจะมีผลกระทบในเรื่องสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดไปยังบุคคลอื่นๆนอกคำสั่งสอบ เหตุเหล่านี้ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกสอบละเมิด ที่จะได้รับการบรรเทาผลร้ายตามสัดส่วนที่ทางราชการกำหนด หากเกิดเรื่องทำนองนี้ท่านสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยการเขียนแสดงข้อบกพร่องของหน่วยงานหรือระบบงานและสายการบังคับบัญชา ที่มีส่วนร่วมในความประมาทนั้น ให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพื่อให้ผู้ตรวจสำนวน หรือองค์คณะผู้พิจารณาได้รับทราบ  โดยเฉพาะมูลเหตุความเสียหาย จากกรณีที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการต่างๆทั้งที่มิได้มีความรู้ เช่น กรรมการประมาณราคากลาง หรือถูกแต่งตั้งเป็นกรรมการ ทั้งที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นที่สำคัญมากในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเป็นกรณีที่ความเสียหายนั้น เกิดจากกระบวน การทำงานที่ยังมิได้มีการออกกฏ หรือระเบียบกำหนดวิธีการปฏิบัติงานไว้โดยเฉพาะ



เว็บวินัยฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้ผู้ถูกสอบละเมิดได้ทราบพื้นฐานในการจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทางละเมิด ที่ครบถ้วนและเป็นธรรมสำหรับผู้ถูกสอบละเมิด เว็บฯ จึงได้นำหัวใจของตัวบททางละเมิด ซึ่งมีอยู่เพียงมาตราเดียวมาดัดแปลง เป็นวิธีชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในการสอบละเมิดอย่างง่าย เพื่อให้ผู้ถูกสอบละเมิดทุกท่าน ใช้เป็นกรอบในการรวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ มาจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ครบตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฏหมาย และตามข้อเท็จจริงแห่งรูปคดีของฝ่ายตน ดังนี้
  1. เตรียมความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามระเบียบ กฎหมาย หรือหนังสือสั่งการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อหน้าที่ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเขียนชี้แจงข้อกล่าวหาในลำดับถัดไป ตัวอย่างเช่น ความรู้ตามระเบียบพัสดุเมื่อเกิดการละเมิดในกระบวนจัดซื้อจัดจ้าง การประมาณราคากลาง หรือการตรวจรับ เป็นต้น
  2. วิเคราะห์บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ว่าใน “ข้อกล่าวหา” มีข้อมูลอันเป็น “ข้อเท็จจริง” “ข้อกฎหมาย” และ “พยานหลักฐาน” ตามการกล่าวหาอย่างไร (รายละเอียดการวิเคราะห์ข้อกล่าวหา คลิกเมนู “การชี้แจงข้อกล่าวหา” )จากนั้น ให้ผู้ถูกสอบละเมิดจัดเตรียมเอกสารพยานหลักฐานตามรูปเรื่องที่ถูกกล่าวหา และหากเป็นไปได้ควรเตรียมพยานหลักฐานตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการสอบสวนข้อเท็จจริงทางละเมิดตามที่กรมบัญชีกลางหรือที่หน่วยงานของท่านกำหนด ในแต่ละกรณี เช่น กรณีทุจริตทางการเงินหรือทรัพย์สิน กรณีคนร้ายกระทำโจรกรรม กรณียานพาหนะเกิดอุบัติเหตุสูญหาย กรณีอาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้ หรือกรณีภัยธรรมชาติ เป็นต้น ถึงแม้แนวทางปฏิบัติดังกล่าวจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่กรรมการสอบสวนจะต้องรวบรวมในการสอบละเมิดก็ตาม แต่การที่ท่านจัดเตรียมเอกสารพยานหลักฐานต่างๆบนพื้นฐานเดียวกับคณะกรรมการฯ ย่อมจะทำให้ท่านมองเห็นรูปคดีได้ใกล้เคียงกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ในทำนอง “รู้เขา รู้เรา” ครับ
  3. ก่อนเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งมีที่มาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเรื่องใดๆก็ตาม ให้ท่านตรวจสอบก่อนว่าท่านมีหน้าที่ราชการหรือได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ หากไม่มีหน้าที่ราชการหรือไม่ได้รับการแต่งตั้งในเรื่องที่ถูกกล่าวหา ให้ท่านเขียนคำโต้แย้งว่าท่านไม่มีหน้าที่ราชการในเหตุละเมิดดังกล่าว ไว้เป็นลำดับแรกของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเสมอ
  4. สำหรับการเขียนชี้แจงข้อกล่าวหาความรับผิดทางละเมิด (อย่างง่าย) คือ การชี้แจงแบบตัดองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายในเรื่องความประมาทเลินเล่อ ซึ่งในที่นี้คือฐานความผิดเรื่องละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญติว่า " ผู้ใด จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี ….…ทรัพย์สินก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"  ทั้งนี้ ตัวหนังสือสีแดง  สีน้ำเงิน  และสีเขียว  ที่แสดงไว้ข้างต้นคือองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายทั้งสามประการของ “วงจรละเมิด” ซึ่งเปรียบเสมือนวงจรระเบิด ถ้าต่อติดกันครบทั้ง 3 สี 3 องค์ประกอบ เมื่อไหร่ ก็เกิดระเบิด เตรียมจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ทางหน่วยงานทันที ดังนั้น ในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแบบตัดองค์ประกอบความผิดพื้นฐานทางละเมิด กรณีปฏิเสธความรับผิด (อย่างง่าย !) ที่ท่านสามารถฝึกทำได้ด้วยตนเอง คือการนำองค์ประกอบความผิดทั้งสามสีข้างต้น มาดัดแปลงเป็นกรอบการเขียนคำปฎิเสธในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครับ  ตัวอย่างเช่น การชี้แจงเรื่องรถยนต์ของทางราชการถูกโจรกรรม ขณะผู้ถูกสอบละเมิดอยู่เวรรักษาการณ์ ซึ่งการเขียนคำชี้แจงฯ ในเรื่องทำนองนี้ สามารถเขียนดัดแปลงตามองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 สีข้างต้นได้ ดังนี้ ข้าฯ ขอเรียนว่า ข้าฯ มิได้กระทำความประมาทเลินเล่อในการอยู่เวรรักษาการณ์สถานที่ราชการ ตามคำสั่งหน่วยงาน ..... ที่ ..... ลงวันที่ .....  โดยในการปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรรักษาการณ์เมื่อวันที่ .... ข้าฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่หน่วยงานได้กำหนดไว้ท้ายคำสั่งดังกล่าวอย่างครบถ้วน มิได้กระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดและเงื่อนไขท้ายคำสั่งแต่อย่างใด อีกทั้ง เรื่องความเสียหายจากเหตุรถยนต์ของทางราชการถูกโจรกรรมนั้น เกิดจากการกระทำของบุคคลที่สามซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยมีสาเหตุจากการจอดรถยนต์ของทางราชการไว้ริมทางสาธารณะนอกรั้วหน่วยงาน  ดังนั้น  พฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรรักษาการณ์ของข้าฯ จึงมิได้มีความประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาทรัพย์ของทางราชการ ข้าฯ จึงมิต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการแต่อย่างใด  
  5. หากท่านสามารถชี้แจงฯกระทั่ง รับฟังได้ว่าตนเองมิได้กระทำผิดตามองค์ประกอบความผิดข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อข้างต้น ย่อมส่งผลให้วงจรละเมิดหยุดทำงาน เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่เกิดระเบิดและไม่ต้องจ่าย ทั้งนี้ สำหรับท่านที่เป็นผู้ถูกกล่าวหามือใหม่ ควรทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ครบทั้งสามองค์ประกอบความผิด อย่าฟันธง! เลือกชี้แจงฯเพียงองค์ประกอบความผิดใดองค์ประกอบความผิดหนึ่ง หรือข้ามการชี้แจงแบบเก็บแต้มตามวงจรละเมิดที่หนึ่ง ไปชี้แจงในวงจรละเมิดที่สองเลย เพราะมันอาจเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเกินไปสำหรับท่านมือใหม่ อนึ่ง หากท่านยังไม่สามารถชี้แจงเพื่อตัดองค์ประกอบความผิดข้อใดข้อหนึ่งในวงจรละเมิดที่หนึ่งนี้ได้ ก็ยังไม่ต้องจ่ายครับ แต่ต้องไปเหนื่อยกับการหาเหตุผลมาเขียนชี้แจงฯเพื่อตัด “วงจรละเมิดที่สอง” ซึ่งเปรียบเสมือนวงจรหน่วงเวลาการเกิดระเบิดในวงจรละเมิดที่หนึ่ง
  6. “วงจรละเมิดที่สอง” คล้ายกับวงจรละเมิดที่หนึ่ง ซึ่งเป็นบทพื้นฐานทั่วไปในเรื่องความรับผิดจากความประมาทเลินเล่อเพียงแต่ “วงจรละเมิดที่สอง” ซึ่งเป็นบทเฉพาะในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โดยจะเพิ่มองค์ประกอบความผิดเรื่อง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เข้าไป (มาตรา 8 บัญญัติว่า “…หน่วยงานของรัฐ มีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่หน่วยงานของรัฐ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้น ไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ” )
  7. ดังนั้น การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวงจรละเมิดที่สอง จึงเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงในองค์ประกอบความผิดที่ว่า “การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงต่อหน้าที่หรือไม่ อย่างไร” ซึ่งถือเป็นการโต้แย้งและชี้แจงให้เหตุผลเปรียบเทียบระหว่างขั้นตอนการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายกับวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง และมีความเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐาน ตามตำแหน่งหน้าที่หรือตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งหรือไม่ เพียงใด โดยการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในส่วนนี้ หากมีเนื้อหาไม่มากนักท่านอาจเขียนชี้แจงรวมไว้ท้ายข้อ 4 เลยก็ได้
  8. หากท่านมีเนื้อหาคำชี้แจงฯมากเพราะต้องการโต้แย้งและต่อสู้ว่าความประมาทที่ท่านทำเป็นเพียงการประมาทเลินเล่อธรรมดา มิใช่ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบเพียงเล็กน้อยนั้น เป็นเพียงขั้นตอนปลีกย่อยของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นคดีที่ต้องอาศัยการอธิบายทางเทคนิค ตัวอย่างเช่น การต่อสู้เรื่องความด้อยในประสิทธิภาพของเครื่องมือตรวจวัดต่างๆในขณะเกิดเหตุ หรือเป็นการชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นใต้ผิวดิน เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจพบได้ เป็นต้น บรรดาข้อต่อสู้ทางเทคนิคเหล่านี้ให้ท่านทำการเขียนคำชี้แจงฯแยกเป็นย่อหน้าใหม่
  9. เนื่องจากการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจะเป็นการพิจารณาตามดุลยพินิจ และตรรกะความคิดที่หลากหลายขององค์คณะผู้มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องราว ดังนั้น การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เรื่องความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในวงจรละเมิดที่สอง จึงควรยึดหลัก “ปลอดภัยไว้ก่อน” คือไม่ว่าจะท่านจะชี้แจงเพื่อตัดองค์ประกอบความผิดในส่วนนี้ได้หรือไม่ก็ตาม ควรเผื่อเหลือ เผื่อขาดด้วยการชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องเหตุลดหย่อนต่างๆหรือเขียนโต้แย้งแสดงถึงความบกพร่องหรือความประมาทร่วมของหน่วยงานหรือระบบงานและสายการบังคับบัญชา ที่มีส่วนทำให้เกิดการความเสียหายนั้น เพื่อประกอบการพิจารณาปรับลดค่าเสียหายจากองค์คณะผู้มีอำนาจวินิจฉัยด้วย
  10. ในการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและหลักความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาอย่าลืมชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องวิสัยและพฤติการณ์ขณะที่เกิดเหตุละเมิด ทั้งที่เป็นเหตุผลส่วนตัว ตัวอย่างเช่น การบรรจุเข้ารับราชการใหม่ๆ การเปลี่ยนสายงาน หรือเหตุผลทางราชการอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานสองหน้าที่ในเวลาเดียวกัน เสนอรวมเข้าไปในคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพื่อประกอบการพิจารณาปรับลดสัดส่วนความรับผิด จากองค์คณะผู้มีอำนาจวินิจฉัยได้อีกทางหนึ่ง
ทั้งนี้  หากการชี้แจงข้อกล่าวหาทางละเมิดของท่าน เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับการสอบวินัย โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่เมนู “การชี้แจงข้อกล่าวหา” และที่เมนู “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” 



click เลือก "อัตราค่าบริการ"

tips:การชี้แจงข้อกล่าวหา "สอบละเมิด"

การชี้แจงข้อกล่าวหา “สอบละเมิด”หรือ “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่” ส่วนใหญ่จะเป็นการโต้แย้งและการให้เหตุผลเปรียบเทียบระหว่างหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายกับวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิดในขณะเกิดเหตุละเมิด หากคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มีเหตุผลที่เพียงพอ และมีน้ำหนักที่จะยกขึ้นอ้างในการแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกสอบละเมิดก็สามารถหลุดพ้นจากความรับผิดทางละเมิดได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในหลักกฎหมายและการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกกล่าวหาจะนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเป็นสำคัญ และข้อควรระวังอีกอย่างของการชี้แจงข้อกล่าวหา “สอบละเมิด” คือความรอบคอบในการจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เนื่องจากการสอบละเมิดจะมีสภาพบังคับในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ซึ่งอาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิดบางท่านมองว่าเป็นเพียงเรื่องทางแพ่ง จึงขาดความละเอียดรอบคอบในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีความรับผิดอย่างอื่นติดตามมา ดังนั้น ในการชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องความรับผิดทางละเมิดที่ดี นอกจากเจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิดจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในระเบียบกฏหมายที่ถูกกล่าวหาว่าทำละเมิดแล้ว หากพอมีเวลาเหลือเจ้าหน้าที่ผู้ถูกสอบละเมิดควรหาความรู้เสริม ทั้งทางด้านวินัย และอาญา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา เพื่อจักได้ปรับปรุงร่างหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น ให้มีประโยชน์ต่อรูปคดีสำหรับตนเองทั้งในทางแพ่ง วินัย และอาญา

ที่สำคัญอย่าลืมว่าก่อนจะลงมือเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคราวใด ขอให้ท่านตรวจสอบลักษณะงานของตนเองว่ามีหน้าที่ราชการหรือได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาอย่างไร และหน้าที่นั้นมีขอบเขตหรือขั้นตอนในการปฏิบัติงานอย่างไร มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของงานอย่างไร เพราะข้อกล่าวหาบางเรื่อง อาจมีข้อต่อสู้เรื่องขอบเขตหรือขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นข้อได้เปรียบทางคดีแฝงอยู่ หากท่านวิเคราะห์เนื้องานพบ และนำมาโต้แย้งว่าความเสียหายนั้น ยังมิได้เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติงานของท่าน ก็จะมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยไม่ต้องไปกังวลกับการหาเหตุผลมาร้อยเรียงว่าการกระทำของท่านไม่ถึงขั้น “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เพราะเมื่อใดก็ตามที่ท่านต้องเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหายืดยาวไปถึงขั้นนั้น ก็ถือว่าเข้าสู่สภาวะเสี่ยงของสตางค์ในกระเป๋าแล้ว มิฉะนั้นคงไม่มีผู้กล่าวให้เราได้ยินกันบ่อยๆดอกครับว่า  “ ของหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ”