การชี้แจงข้อเท็จจริง

ชี้แจงข้อเท็จจริง คืออะไร

หากพูดถึงการ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” หลายคนอาจนึกถึงภาพการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงส่งต่อผู้บังคับบัญชาที่สั่งการให้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการชี้แจงข้อเท็จจริงก็คือ บางครั้งการชี้แจงข้อเท็จจริงก็เปรียบเสมือนการเดินบนทาง 2 แพร่งของกระบวนการทางวินัย ว่าจะมีมูล หรือไม่มีมูลให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป 


การชี้แจงข้อเท็จจริง ปปช , ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริง

แต่ทว่าเรื่องราวอันน่ากังวลของการชี้แจงข้อเท็จจริงยังไม่จบเพียงเท่านี้ หากว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น ปรากฏมูลความผิดในทางแพ่งหรืออาญา ผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง อาจต้องถูกอัพเกรดเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง” เป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” หรือ “ผู้ต้องหา” โดยอัตโนมัติ

“พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงบางท่านปรับแผนการชี้แจงข้อเท็จจริง ไปตามสำนวนไทยข้างต้น….แต่ช้าก่อนครับ เว็บวินัยฯขอเรียนว่าสำหรับกระบวนการทางวินัยแล้ว บางครั้งการไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆก็อาจเป็นข้อเสียเปรียบเรื่องเชิงคดีของผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงในอนาคต หากภายหลังจะนำข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ท่านรู้เห็นหรือมีอยู่ในมือตั้งแต่วันที่ถูกสอบข้อเท็จจริงนั้น ไปกล่าวอ้างในชั้นสอบวินัย/ชั้นไต่สวน หรือชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ เพราะผู้พิจารณาอาจเกิดความสงสัยในเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานนั้น ว่าเหตุใด จู่ๆก็โผล่มาแสดงในชั้นสอบวินัย/ชั้นไต่สวน หรือชั้นอุทธรณ์ฯ 


ดังนั้น เพื่อมิให้การชี้แจงข้อเท็จจริง ในชั้นสืบสวนข้อเท็จจริงเกิดข้อบกพร่อง และข้อเสียเปรียบทางคดี ผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง จึงควรทราบถึงวิธีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เหมาะสม ดังนี้

แรกเริ่มเราต้องเข้าใจก่อนว่า “การชี้แจงข้อเท็จจริง” คือ การอธิบายหรือแจกแจงเรื่องราวเพื่อประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริง สำหรับการชี้แจงข้อเท็จจริงในที่นี้ คือการชี้แจงข้อเท็จจริงทางวินัย ซึ่งเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุร้องเรียนต่างๆทั้งในและนอกหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียน  โดยที่เหตุร้องเรียนดังกล่าวอาจเป็นเรื่องจริง หรือเป็นการสร้างเรื่องเท็จกลั่นแกล้งร้องเรียน เพื่อหวังผลให้ผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงถูกเพ่งเล็งหรือถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ โดยตัวอย่างของการชี้แจงข้อเท็จจริงทางวินัย อาจมีได้ทั้งการทำเป็นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง หรือการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา


การชี้แจงข้อเท็จจริง ปปช  1, ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริง1

วิธีชี้แจงข้อเท็จจริง

ปกติแล้วผู้สืบสวนข้อเท็จจริงจะเป็นผู้กำหนดวิธีการและรายละเอียดในการให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนทำการชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งโดยทั่วไปมักมีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนมาพบและให้ถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา เนื่องจากบางครั้งการสืบสวนข้อเท็จจริง อาจเกิดจากหนังสือร้องเรียนเพียงกระดาษแผ่นเดียว โดยยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใด จึงทำให้การสืบสวนเบื้องต้นไม่สามารถลงรายละเอียดได้อย่างเฉพาะเจาะจงเป็นรายประเด็นได้ทันที ฝ่ายผู้สืบสวนจำต้องดำเนินการเก็บรายละเอียดจากฝั่งผู้ร้องเรียน ผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้องเสียก่อน จึงจะกำหนดข้อสืบสวนเป็นประเด็นเฉพาะเพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนทำการชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือด้วยวาจาในภายหลัง

ดังนั้น การชี้แจงข้อเท็จจริงในเบื้องต้นจึงมักเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการวางรูปคดีของผู้สืบสวน ซึ่งวิธีการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างง่าย ที่ท่านสามารถฝึกทำได้ด้วยตนเอง และเป็นวิธีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ไม่เกิดผลเสียต่อรูปคดีกับเจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนในอนาคต คือการชี้แจงข้อเท็จจริง โดยนำกฎ ระเบียบ ข้อกฎหมายของทางราชการมาใช้เป็นหลักยึดในการเขียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้การชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น มีน้ำหนักและรับฟังได้ตามระเบียบกฎหมาย ซึ่งวิธีการชี้แจงข้อเท็จจริงในลักษณะนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. กรณีที่มีกฎหรือระเบียบเกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เช่น ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องปฎิเสธทำบัตรประจำตัวประชาชนของเด็ก สมมุติว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้อง ในเรื่องการปฎิเสธทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกของเด็กเจ็ดขวบ ซึ่งตามข้อ 11 ของระเบียบว่าด้วยการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนฯ กำหนดให้ผู้ขอต้องนำสูติบัตรมาแสดง หากผู้ขอมีบัตรฯมิได้นำสูติบัตรมาแสดงและร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกบัตรฯให้โดยมิชอบ ก็ให้ทำการชี้แจงฯโดยบอกเล่าถึงข้อเท็จจริงที่ฝ่ายผู้ขอมิได้นำสูติบัตรมาแสดงเพื่อประกอบการพิจาณาอนุญาต จากนั้นให้สอดแทรกระเบียบฯข้อ 11 ลงในคำชี้แจงว่าเหตุขัดข้องในการทำบัตรดังกล่าวเกิดจากฝ่ายผู้ร้องเรียนมิได้นำเอกสารมาให้ครบถ้วนตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดซึ่งประกอบด้วยเอกสารใดบ้าง รวมทั้ง หากเคยมีหนังสือสั่งการ กำชับกวดขันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้องเรียนดังกล่าว ให้ท่านนำมาอ้างประกอบเพื่อเพิ่มน้ำหนักในการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย
  2. กรณีที่ไม่มีกฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนโดยตรง กรณีเช่นนี้พบเห็นได้น้อย เพราะการปฏิบัติหน้าที่ราชการใดๆมักจะมีการออกกฏหรือระเบียบมากำกับวิธีการปฏิบัติงานไว้อยู่แล้ว แต่ก็อาจมีบางเรื่องที่กฏระเบียบมิได้กล่าวถึง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยของการทำงาน ดังนั้น การชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องทำนองนี้ จึงต้องอาศัยตัวบทกฎหมายหรือระเบียบใกล้เคียงเป็นตัวประคองการเขียนชี้แจงข้อเท็จจริง เช่น  ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกร้องเรียนว่าจอดรถยนต์ราชการในลักษณะกีดขวางการจราจร  ซึ่งแน่นอนครับว่าในเรื่องพฤติกรรมการขับขี่หรือจอดรถราชการ ระเบียบการใช้รถราชการฯ ย่อมมิได้กำหนดรายละเอียดไปถึงว่าผู้ใช้รถต้องขับขี่ และต้องจอดรถอย่างไร ดังนั้น เมื่อเกิดข้อร้องเรียนในกรณีดังกล่าว ให้ทำการชี้แจงฯโดยโดยอ้างมาตรฐานการจอดรถตาม พรบ.จราจรทางบกฯว่าการจอดรถของท่านได้จอดห่างจากขอบทางเท้าด้านซ้ายเพียงใด  พร้อมกับเขียนชี้แจงว่าการจอดรถในลักษณะดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจอดรถตาม พรบ.จราจรทางบกหรือไม่ อย่างไร  รวมทั้งให้ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยอธิบายถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆ อันจำเป็นและเกี่ยวข้องกับเหตุที่ต้องจอดรถไว้ในสถานที่แห่งนั้น ทั้งนี้ เพื่อหาหลักยึดตามระเบียบกฎหมายว่าการจอดรถของท่านเบียงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพียงใด
อนึ่ง หากการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง 2 กรณีข้างต้น เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนมีพยานบุคคลที่รู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องที่ถูกร้องเรียนและต้องการอ้างพยานเหล่านั้นประกอบการชี้แจงข้อเท็จจริงของตน ให้ท่านอ้างชื่อพยานเหล่านั้นติดไว้ในบันทึกถ้อยคำชี้แจงข้อเท็จจริงหรือในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย แต่หากขณะนั้นท่านยังไม่ทราบชื่อพยานก็ควรทำการชี้แจงโดยแจ้งต่อผู้สืบสวนว่าเหตุร้องเรียนดังกล่าว เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งมีผู้พบเห็นเหตุการณ์หลายคน  ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการนำพยานบุคคลเหล่านั้น เข้าสืบในชั้นสอบวินัย หรือชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อไป 

การชี้แจงข้อเท็จจริง ปปช 2, ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริง2

ส่วนการชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีที่คาบเกี่ยวว่าเจ้าหน้าที่จะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ กรณีเช่นนี้ผู้ชี้แจงฯจำต้องเขียนแสดงเจตนากระทำ หรือปัจจัยแห่งความบกพร่อง/ล่าช้าประกอบด้วย เช่น ตัวอย่างการชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนกรณี “ตี”เด็กนักเรียน ซึ่งตามระเบียบแล้วคุณครูไม่มีอำนาจลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการ “ตี”แต่อย่างใด เรื่องทำนองนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคุณครูในระดับชั้นอนุบาลเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กโตยังพอรับรู้เรื่องและตระหนักถึงโทษทัณฑ์ตามระเบียบ แต่สำหรับเด็กอนุบาล ซึ่งยังไร้เดียงสา การรับรู้เรื่องเหตุและผลมีน้อยมาก คุณครูส่วนใหญ่จึงต้องถือไม้เรียวหรือไม้บรรทัดเป็นเชิงสัญลักษณ์ประกอบการสอนหรือการพูดห้ามปรามตลอด ดังนั้น หากเกิดเหตุร้องเรียนในเรื่องลักษณะดังกล่าว การชี้แจงข้อเท็จจริง ควรแบ่งการเขียนคำชี้แจงข้อเท็จจริง ออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้
  1. ช่วงก่อนเกิดเหตุ ให้ทำการเขียนคำชี้แจงในลักษณะเขียนบรรยายเหตุการณ์ทั่วไป โดยยึดเกาะตามระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติในชั้นเรียนเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับชุดข้อความเรื่องเจตนากระทำ
  2. ช่วงขณะเกิดเหตุ จะเป็นชุดข้อความเรื่องเจตนากระทำก็ให้ท่านทำการเขียนอธิบายว่ากรณีที่ถูกร้องเรียนนั้น มีเจตนากระทำหรือไม่ หรือเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ หรือความประมาท อย่างไร พร้อมทั้งเขียนบรรยายถึงลักษณะหรือพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยเน้นการบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นพฤติกรรมของเด็กว่าก่อนเกิดเหตุมีพฤติกรรมอย่างไร และท่านได้มีการห้ามปราบ หรือตักเตือนด้วยวาจาก่อนหรือไม่ 
  3. ช่วงหลังเกิดเหตุ คุณครูได้มีการตรวจ ดูแล รักษา หรือบรรเทาเรื่องราวอย่างไรบ้าง ให้ท่านเขียนแสดงไว้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยครับ


TIPS: การชี้แจงข้อเท็จจริง 

  เมื่อการชี้แจงข้อเท็จจริง เปรียบเสมือนทาง 2 แพร่งของกระบวนการทางวินัย ดังนั้น ในสภาพการทำงานที่รีบเร่ง และภาระการประชุมที่มากมาย เสมือนเป็นงานประจำอย่างหนึ่งของคนทำงาน จึงอาจทำให้เจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารบางท่านทำการชี้แจงข้อเท็จจริงโดยให้ถ้อยคำบอกเล่าเรื่องราวที่มีข้อบกพร่องหรือข้อเสียเปรียบทางคดี  ซึ่งข้อบกพร่องหรือข้อเสียเปรียบดังกล่าวอาจส่งผลร้ายต่อตัวผู้ชี้แจงฯในอนาคต

การชี้แจงข้อเท็จจริงที่ดีนั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องเรียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ในการใช้ดุลยพินิจหรือใช้อำนาจตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนอย่างชัดเจน และควรทำการชี้แจงข้อเท็จจริงตามขั้นตอนและองค์ประกอบของการใช้ดุลยพินิจหรือใช้อำนาจนั้นเสียก่อน ครั้นเมื่อชี้แจงข้อเท็จจริงครบตามองค์ประกอบของการใช้ดุลยพินิจหรือใช้อำนาจเสร็จแล้ว จึงค่อยชี้แจงข้อคิดเห็นของท่านหรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานหรือนำเสนอพยานหลักฐานใดๆ ที่จะช่วยสื่อสารให้ผู้สืบสวนเห็นถึงเจตนากระทำของท่านตามติดลงไป และที่สำคัญควรทำการชี้แจงข้อเท็จจริงเฉพาะสิ่งที่อยู่ในขอบเขตหน้าที่ตนเอง ไม่ควรชี้แจงข้ามขอบเขตหน้าที่ หากท่านไม่ทราบเรื่องราวอย่างแท้จริง เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดไปเข้าเงื่อนไขการมีมูลทางวินัยแล้ว ท่านอาจจะต้องไปเหนื่อยกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบวินัย/ชั้นไต่สวนอีกก็เป็นได้


ทั้งนี้ หากท่านมีความประสงค์จะอ้างถึงข้อคิดเห็นหรือคำบอกเล่าของผู้ใดเพื่อสนับสนุนการชี้แจงข้อเท็จจริงของตน ควรแจ้งให้ผู้สืบสวนทำการบันทึกไว้เป็นย่อหน้าใหม่ในลำดับถัดมาเพื่อป้องกันมิให้ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นสับสนกันเองจนยากแก่การวินิจฉัยของผู้สืบสวน


สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ท่านอย่าอาศัยเพียงแนวทางการปฏิบัติภายในของหน่วยงานมาเป็นแนวทางในการตอบข้อสอบถามของผู้สืบสวนเพราะจะเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินไป เนื่องจากบ่อยครั้งที่หน่วยงานของท่าน อาจมีแนวทางการปฏิบัติภายในที่ผิดไปจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามระเบียบของทางราชการ แต่ได้ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมานาน โดยที่ยังไม่มีการตรวจพบการกระทำผิดระเบียบนั้น หากเมื่อใดมีการแต่งตั้งผู้สืบสวนในเรื่องดังกล่าวแล้ว และท่านยังคงนำเหตุผล ตลอดทั้งแนวทางปฎิบัติภายในที่ผิดระเบียบนั้น มาตอบข้อสอบถามของผู้สืบสวน การชี้แจงข้อเท็จจริงของท่านในลักษณะดังกล่าว ย่อมไม่ต่างอะไรจากคำรับสารภาพ 


ดังนั้น การชี้แจงข้อเท็จจริงที่ดี คือการชี้แจงข้อเท็จจริงภายใต้ความรู้ความเข้าใจในกฎระเบียบที่ถูกต้อง รวมทั้ง ต้องตระหนักไว้ว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น เปรียบเสมือนด่านแรกของกระบวนการทางวินัยหรือการไต่สวน ท่านจึงต้องระวังอย่าให้ถ้อยคำชั้นสอบข้อเท็จจริง ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง ในชั้นสอบวินัยหรือชั้นไต่สวนชี้มูลความผิด…