การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

เชื่อไหม กฏสอบสวนไม่ได้ระบุวิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือรูปแบบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ หรือเป็นเพราะมายาคติในการสอบสวน ที่หวังว่าผู้สอบสวน/ไต่สวน จะทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งที่เป็นคุณและโทษ ให้กับผู้ถูกกล่าวหา มากกว่าการรวบรวมพยานหลักฐาน เฉพาะที่จะเอาผิดหรือที่เป็นโทษกับผู้ถูกกล่าวหา เฉกเช่นผู้ถูกกล่าวหาบางท่านประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้

คำว่า “ชี้แจงข้อกล่าวหา” หรือ “ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” เป็นคำที่มีความหมายตรงตัวว่าเป็นการอธิบายเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ซึ่งในการสอบสวน / ไต่สวนแล้ว คำว่า “ชี้แจงข้อกล่าวหา” คือการที่ผู้ถูกกล่าวหาทำการประมวลข้อเท็จจริง ข้อกฏหมาย และพยานหลักฐาน เพื่อต่อสู้ และหักล้างข้อกล่าวหา โดยตัวอย่างของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา อาจเลือกทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ 2 วิธี ดังนี้

  • การเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  • การให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 
ตัวอย่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา , การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ปปช

วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ส่วนใหญ่ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้สอบสวน/ไต่สวน มักจะกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามากกว่า การเรียกเข้าพบเพื่อให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นเพราะมันง่ายไม่ต้องมาสอบสวนไล่จี้ถามกันตามองค์ประกอบความผิด จนเกิดเป็นความโกรธเคืองหรือความสงสารที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้ง มักจะนิยมกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาทำการชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยการส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อผู้สอบสวนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก สำหรับการเขียนแก้ข้อกล่าวหา และการค้นหาเอกสารหลักฐานต่างๆเพื่อนำมาสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่งานประจำก็ต้องทำ ข้อกล่าวหาก็ต้องแก้ 

แต่ก่อนที่ เว็บวินัยฯจะกล่าวถึงวิธีการชี้แจงข้อกล่าวหา ใคร่ขอเรียนให้ท่านทราบเพื่อเป็นพื้นฐานของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก่อนว่า บรรดา “ข้อกล่าวหา” ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน นำมาแจ้งต่อท่าน ล้วนแต่มีบ่อเกิดและที่มาจาก

  • ข้อเท็จจริง
  • ข้อกฏหมาย
  • พยานหลักฐาน
ดังนั้น การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรทำการถอดรหัส ข้อกล่าวหาก่อนทุกครั้ง

ตัวอย่างการแก้ข้อกล่าวหา ปปช , การชี้แจงข้อกล่าวหา ปปช

การถอดรหัส ! ข้อกล่าวหา

"ข้อกล่าวหา" นั้น เมื่อรับมาจากผู้สอบสวน / ไต่สวนแล้ว หากไม่ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในกำหนด ก็เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะกฎสอบสวนให้ถือเสมือนว่าผู้ถูกกล่าวหา ไม่ประสงค์จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนั้น เพื่อให้การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจึงควรทำการถอดรหัส ! ข้อกล่าวหา จากข้อความในเอกสาร “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา” เพื่อจัดกลุ่มข้อความ และไล่หาความสัมพันธ์ตามหลักองค์ประกอบความผิด รวมทั้ง เพื่อหาสิ่งต่างๆ ที่ถูกใช้ในการเชื่อมโยงความผิด จากกลุ่มข้อความ ดังนี้
  1. กลุ่มข้อความในส่วนที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทำการใด เรื่องใด ในเอกสารใด และฝ่ายผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้พบ “ข้อเท็จจริง” อันแสดงถึงความเท็จหรือความผิดจากการกระทำของท่านอย่างไร
  2. จากนั้นจึงให้ทำการตรวจสอบในลำดับถัดไปว่า “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา”ดังกล่าว ได้มีกลุ่มข้อความกล่าวหาว่าท่านกระทำผิดตาม “ข้อกฎหมาย” หรือ “ระเบียบ” ใด รวมทั้งเป็นความผิดทางวินัยหรืออาญาในกรณีใด ฐานความผิดใด
  3. ลำดับสุดท้ายให้ท่านทำการตรวจสอบ “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา”นั้น ว่ามีกลุ่มข้อความซึ่งกล่าวถึง “พยานหลักฐาน” ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไรบ้าง จำนวนกี่รายการ
ทั้งนี้ ในการสอบวินัย ตามคำสั่งสอบของหน่วยงานต้นสังกัด ผู้ถูกกล่าวหาจะพบเห็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาได้ง่าย เพราะกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ได้กำหนดให้ผู้สอบสวนต้องแสดงรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา แยกออกจากตัวข้อกล่าวหา แต่หากเป็นการสอบสวนตามคำสั่งของหน่วยงานภายนอก ที่มิได้มีกฏระเบียบบังคับให้ผู้สอบสวนต้องแสดงรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา แยกออกจากตัวข้อกล่าวหา ท่านอาจจะพบเห็นพยานหลักฐานเหล่านั้นได้ยาก จำต้องอาศัยการสังเกตข้อความใน “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา” ว่าจะกล่าวถึงพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดบ้าง และหากเป็นการกล่าวถึงพยานเอกสารรายการใด ท่านต้องตามตรวจสอบว่าพยานเอกสารนั้น มีการอ้างถึงเอกสารแนบประกอบอะไรบ้าง และเอกสารแนบประกอบเหล่านั้น มีลายเซ็นต์หรือความเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่ อย่างไร 

อีกทั้ง หากเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พรบ.ฮั้ว (พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ) ร่วมกับฐานความผิดทางวินัยและอาญาอื่นๆ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากการเขียนบรรยายข้อกล่าวหาของผู้สอบสวน / ไต่สวน ว่าท่านเหล่านั้นได้เขียนบรรยายพฤติการณ์กระทำผิดว่า ตัวผู้ถูกกล่าวหา ได้รู้ หรือควรรู้ว่าการเสนอราคาครั้งนั้น มีการกระทำผิดตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อย่างไร ซึ่งถือเป็นความยุ่งยากของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาประเภทนี้ ที่ท่านต้องยึดหลัก "ค้นให้ลึก คิดให้กว้าง" 

จากนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ข้อมูลอันเป็นประกอบของ “ข้อกล่าวหา” ทั้งสามส่วนแล้ว สำหรับท่านมือใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบการสอบสวน/ไต่สวน หรือผู้ที่อาศัยช่วงเวลาสั้นๆหลังเลิกงานมาเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็ให้นำข้อมูลดังกล่าวมาเขียนเป็นโครงร่างแนวคิดการจัดทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาในรูปแบบมายแมพ (mimd map) เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการสืบหาข้อเท็จจริง และตามหาพยานหลักฐานที่ต้องใช้ในการแก้ข้อกล่าวหา โดยเบื้องต้นให้ท่านตั้งเป้าไปที่ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแก้ข้อกล่าวหาโดยตรงก่อน ส่วนเอกสารหลักฐานลำดับรอง เช่น เอกสารคุณความดีต่างๆ ให้ทำการรวบรวมภายหลังเมื่อมีเวลาเหลือ เพราะสิ่งเหล่านี้ คือเหตุลดหย่อนโทษ มิใช่เอกสารสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ส่วนท่านมือเก่าก็ให้เลือกเก็บข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานตามหลักองค์ประกอบความผิดได้เลยครับ

การสืบหาพยานหลักฐานเพื่อการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาอาจเลือกสืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้จากหลายแหล่ง ตัวอย่างเช่น จากเพื่อนร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องตามสายการบังคับบัญชา หรือจากหนังสือโต้ตอบระหว่างหน่วยงาน เอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้บังคับบัญชา หรือจากรายงานขอซื้อขอจ้างที่เกี่่ยวข้อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาพความทรงจำของผู้ถูกกล่าวหาที่เคยจางๆ กลับมาเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ท่านได้ข้อเท็จจริงที่แม่นยำของเรื่องราวในวันวาน มาประกอบการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่ถ้าเป็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จากการแจ้งข้อกล่าวหา แบบกลุ่มใหญ่ เช่น
  1. เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาตามรายชื่อเจ้าหน้าที่ในเอกสารจัดซื้อหรือจัดจ้าง 
  2. เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาตามรายชื่อเจ้าหน้าที่ในบันทึกจับกุมฯ โดยไม่สนว่าใครจะเป็นพระเอก พระรอง ตัวโกง หรือตัวประกอบ 
หากเกิดเรื่องทำนองนี้ ก่อนที่ท่านจะทำการสืบหาข้อเท็จจริงตามวิธีการข้างต้น ขอเรียนว่าบรรดากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ควรหาโอกาสมานั่งคุยกันอย่างจริงๆจังๆ ว่าตกลงข้อเท็จจริงมีอย่างไร สถานการณ์รวมๆเป็นแบบใด แม้กรณีที่สงสัยว่าหากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว จะรอดไหม จะไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆก็คือการคิดเป็นกลุ่ม เก็บข้อเท็จจริงจากคนทั้งกลุ่ม ก็อาจมีโอกาสรอดมากกว่าการคิดคนเดียว เก็บข้อเท็จจริงคนเดียวครับ
จากนั้นเมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาเท่าใด ก็ให้ท่านดำเนินการปรับแก้โครงร่างมายแมพ (Mimd Map) ไปตามนั้น กระทั่งได้ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ยุติ ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของท่านแล้ว จึงค่อยนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเหล่านั้น  ไปเปรียบเทียบกับข้อกฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน กล่าวหาว่าท่านกระทำผิด เพื่อหาข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบทางคดี  และสุดท้ายก็ให้ท่านนำผลการเปรียบเทียบที่ได้ ไปสู่ขั้นตอนการตัดสินใจที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็คือ.... 

การตัดสินใจว่าจะตั้งรูปเรื่องต่อสู้ และวางแนวทางคดีอย่างไร 

     โดยทางเลือกในการต่อสู้คดีนั้น มีหลายรูปแบบ เช่น
  • การต่อสู้ เพื่อยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ของตน หรือ
  • การต่อสู้ เฉพาะประเด็นความเสียหายของทางราชการ และ
  • การรับสารภาพ เพื่อหวังเป็นเหตุลดหย่อนโทษ 
ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละท่านเข้าไปเกี่ยวข้องและสัมผัส จากนั้นเมื่อท่านตัดสินใจว่าจะตั้งรูปเรื่องต่อสู้ และวางแนวทางคดีได้แล้ว ก็ให้ดำเนินการปรับแก้โครงร่างมายแมพ (Mimd Map) ไปตามทิศทางที่วางไว้ และให้ทำการค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้ง จากนั้น จึงนำข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดไปดำเนินการเขียนแก้ข้อกล่าวหาต่อไป 

ข้อระวังในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 

สำหรับข้อกล่าวหาประเภทร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลต่างๆ เช่น
  • กลุ่มผู้บริหาร ผู้อนุมัติ/อนุญาต
  • กลุ่มผู้บังคับบัญชา ที่ลงนามผ่านเรื่อง
  • กลุ่มผู้ปฏิบัติ เจ้าของเรื่อง
  • กลุ่มคณะกรรมการทางพัสดุ
กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ล้วนแต่มีอำนาจหน้าที่และพฤติการณ์ทางคดีต่างกัน ดังนั้น การตั้งรูปเรื่องต่อสู้ และการวางแนวทางคดี ย่อมจะมีความแตกต่างกัน  ฉะนั้น ในการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ วินัย.com ไม่แนะนำให้ลอกคำชี้แจงฯ ที่ทำขึ้นแบบรวมทุกกลุ่ม แล้วทำการตัดเย็บแจกแบบ “เสื้อโหล” เพราะบางคนอาจไม่มีเจตนากระทำผิด แต่ต้องติดร่างแหไปก็เพราะความไว้ใจ หรือความเกรงใจเพื่อนร่วมงาน  ดังนั้น คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของบุคคลเหล่านี้ จะต้องถูกออกแบบและตัดเย็บให้เข้ากับอำนาจหน้าที่ และพฤติการณ์ทางคดีของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนครับ

เป้าหมายการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

จากกรณีที่ วินัย.com ได้เรียนให้ทราบไปข้างต้นแล้วว่า "ข้อกล่าวหา" นั้น มีบ่อเกิดที่มาจากการรวมตัวของ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน ดังนั้น เป้าหมายหลักในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็คือการเขียนโต้แย้งส่วนประกอบทั้งสามส่วนของข้อกล่าวหา 

แต่ส่วนใหญ่แล้วการเขียนคำโต้แย้งส่วนประกอบข้อกล่าวหา ที่มักพบเห็นได้บ่อย ก็คือการโต้แย้งในส่วนของ “ข้อเท็จจริง” และ ” พยานหลักฐาน” ตามที่ปรากฏใน “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ” ส่วนการโต้แย้งในส่วนของ “ข้อกฎหมาย ” นั้น จะพบเห็นได้น้อยราย เพราะหากมีความไม่ชัดเจนในระเบียบ  หรือกฏหมายใด หน่วยงานมักจะออกหนังสือสั่งการเพื่อวางแนวทางปฏิบัติกำกับไว้ตลอด จึงทำให้โอกาสของผู้ถูกกล่าวหา ในการโต้แย้งเรื่องความไม่ชัดเจนของระเบียบหรือกฎหมายนั้นมีได้น้อยมาก 


ดังนั้น ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจึงควรประยุกต์การใช้ประโยชน์จาก “ข้อกฎหมาย” หรือ "ฐานความผิด"  
ด้วยการนำองค์ประกอบความผิดตามข้อกฎหมายหรือฐานความผิดนั้น มาเป็นเครื่องกำหนดขอบเขตในการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครับ 


Tips: การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

แม้การชี้แจงข้อกล่าวหาจะจบลงด้วย 2 เส้นทาง คือการปฎิเสธ หรือการรับสารภาพ แต่สำหรับท่านที่เลือกการปฏิเสธ ท่านจะต้องไม่รีบร้อนปรับข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติ เข้ากับระเบียบหรือข้อกฏหมาย เพราะหากผู้สอบสวน/ไต่สวน ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วแตกต่างจากข้อเท็จจริงของผู้ถูกกล่าวหา อาจส่งผลให้การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของท่านไม่ตรงประเด็นข้อกล่าวหา อีกทั้ง อย่าทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ขอให้ท่านตระหนักไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ท่านได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจากผู้สอบสวน / ไต่สวน ย่อมเป็นกรณีที่ข้อกล่าวหานั้นมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าท่านเป็นผู้กระทำผิดแล้ว ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหา ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ย่อมส่งผลให้คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด

อนึ่ง วินัย.com ใคร่ขอเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อเป็นกำลังใจในการค้นหาพยานหลักฐานว่า เส้นทางการพิจารณาความผิด และการกำหนดโทษนั้น มิได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สอบสวน / ไต่สวน เพียงกลุ่มเดียว เพราะในระบบสอบสวน / ไต่สวน ยังมีกลุ่มบุคคลอีกหลายองค์คณะ ที่รอจะพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของท่านอยู่ ฉะนั้นแล้ว บรรดาพยานหลักฐานที่ท่านสละเวลาค้นหามา เพื่อสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะถูกติดรวมในสำนวนการสอบสวน / ไต่สวน และออกเดินทางเป็นกระบอกเสียงให้กับท่านไปอีกไกล เพื่อประกอบการพิจารณาในหลายองค์คณะและหลายระดับชั้น  ซึ่งวินัย.com เชื่อว่าแต่ละองค์คณะล้วนแต่มีดุลยพินิจและมโนธรรมในการรับฟังข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน ดังที่เคยปรากฏการเปลี่ยนแปลง หรือการแก้ไขคำสั่งลงโทษอยู่เนืองๆ  ดังนั้น เพื่อโอกาสในการค้นพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โปรดอย่าส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยกระดาษแผ่นเดียว