หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา

หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 

    เรื่องราวที่น่ากังวลของ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ในทุกวันนี้ก็คือผู้ถูกกล่าวหามักจะเขียน “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ด้วยคำอธิบายที่สั้นลงทุกวัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ถ้าเป็น “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ในการสอบวินัยไม่ร้ายแรง แต่ถ้าเป็นการสอบวินัยร้ายแรง หรือการไต่สวนของ ปปช. , ปปท. ซึ่งมีการชี้มูลความผิดทั้งในทางวินัยและอาญาแล้วละก้อ การทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญต่ออนาคต และอิสรภาพของผู้ถูกกล่าวหา

การทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” นั้น หลายคนอาจถอดใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาฯ โดยที่ยังไม่เริ่มลงมือเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสักบรรทัด 

มันไม่ใช่เพราะเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร บางครั้งการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสำหรับมือใหม่...   ก็คล้ายการพายเรือในอ่าง จะพายนานแค่ไหน ก็วนมาที่เก่าซ้ำแล้วซ้ำอีก 

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

    การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คือการเขียนคำโต้แย้ง หรือคำชี้แจงเพื่อไปหักล้างข้อกล่าวหา และพยานหลักฐานเบื้องต้นต่างๆ ที่ผู้สอบสวน /ไต่สวน แจ้งว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด 
    โดยก่อนการเขียนแก้ข้อกล่าวหานั้น ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า “ข้อกล่าวหา” นั้น มีข้อมูลที่เป็น ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและ พยานหลักฐาน ตามการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างไร และข้อมูลทั้งสามส่วนนี้ ถูกเชื่อมโยงความผิดมายังตัวผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร 

    ตัวอย่างที่ 1 การวิเคราะห์ข้อกล่าวหา กรณีละทิ้งหน้าที่ราชการและไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา ฝ่ายผู้สอบสวนอาจแจ้งข้อกล่าวหาแก่ท่านว่า "..ในระหว่างวันที่ 1-5 ต.ค. ท่านไม่มาทำงานที่สำนักงาน A โดยไม่ทราบสาเหตุ ครั้งต่อมาในวันที่ 6 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกที่ท่านกลับมาปฏิบัติงาน ปรากฏว่าท่านไม่ดำเนินการยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาในวันดังกล่าว โดยมีการจัดส่งใบลาถึงผู้บังคับบัญชาในวันที่ 30 ต.ค. กรณีดังกล่าว จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการ โดยไม่มีเหตุอันสมควร และเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลา ข้อ 18 วรรคแรก ซึ่งกำหนดให้ผู้ประสงค์ลาป่วยยื่นใบลาในโอกาสแรกที่กลับมาปฏิบัติงาน  ทั้งนี้ ได้มีพยานบุคคลซึ่งปฏิบัติงานในห้องทำงานแห่งเดียวกับท่านให้การยืนยันว่าท่านไม่มาปฏิบัติงานในห้วงเวลาดังกล่าว รวมทั้ง ยืนยันว่าท่านไม่เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติงาน " 

    ตัวอย่างที่ 2 การวิเคราะห์ข้อกล่าวหากรณีทุจริต เบิกค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมอันเป็นเท็จ ฝ่ายผู้สอบสวนอาจแจ้งข้อกล่าวหาแก่ท่านว่า "ในระหว่างเดือน ส.ค. สำนักงาน B ได้รับอนุมัติให้จัดอบรมผู้นำชุมชนภายในประเทศ แต่ผู้จัดอบรมได้พาคณะผู้อบรมไปกินอาหารและพักค้างที่โรงแรมในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อกลับมาผู้จัดอบรมได้นำใบเสร็จรับเงินของร้านค้าและโรงแรมภายในประเทศอันเป็นความเท็จ มาประกอบการเบิกจ่ายส่งใช้เงินยืม ซึ่งตามทางสอบสวนได้ปรากฏพยานบุคคลที่เป็นผู้เข้าอบรมให้การยืนยันว่าได้ไปกินอาหารและพักค้างที่โรงแรมในประเทศเพื่อนบ้าน และพยานบุคคลที่เป็นพนักงานร้านอาหาร - โรงแรมซึ่งมีชื่อตามใบเสร็จ ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินตามใบเสร็จดังกล่าว และใบเสร็จดังกล่าวไม่ใช่ของร้านค้าตน ต่อมาในเดือน ก.ย. ท่านในฐานะผู้รักษาราชการแทน ได้ลงนามอนุมัติในฎีกาเลขที่ B 2 ให้เบิกเงินค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มร้านค้าที่มีชื่อตามใบเสร็จ"                             

ทั้งนี้ บริเวณที่ไฮไลท์สีฟ้าคือส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง ส่วนบริเวณที่ไฮไลท์สีแดงคือข้อกฎหมาย และบริเวณที่ไฮไลท์สีเขียวคือส่วนที่เป็นพยานหลักฐานที่ใช้สนับสนุนข้อกล่าวหา ส่วนบริเวณที่ขีดเส้นใต้ก็คือจุดที่ผู้สอบสวนใช้เชื่อมโยงความผิดมายังท่าน และเมื่อผู้ถูกกล่าวหาวิเคราะห์ข้อกล่าวหา โดยการแยกข้อมูลทั้งสามส่วนตามตัวอย่างข้างต้นเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ท่านทำการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยการโต้แย้งข้อกล่าวหาตามวิธีการท้ายนี้   

วิธีเขียนหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา


  เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ต่างมิได้บัญญัติเรื่องรูปแบบ และวิธีการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไว้ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ศึกษา ฉะนั้น สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ได้จบทางนิติศาสตร์หรือไม่ได้ว่าจ้างนักกฎหมายส่วนตัว ทางเว็บวินัย ขอเรียนว่าวิธีการเขียนหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา แบบที่เข้าใจง่าย และเหมาะสำหรับการเขียนแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ก็คือการเขียนแก้ข้อกล่าวแบบกำหนดเป็น "ประเด็นข้อพิพาท"

    ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาบางท่านอาจสงสัยว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาท จะกำหนดอย่างไร ในเมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ไม่ได้เขียนแยกเป็นรายประเด็นไว้ กรณีดังกล่าว เว็บวินัยใคร่ขอยกมาตรา 183 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อประกอบการอธิบายเรื่องการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

“ในวันชี้สองสถานให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความแล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกับดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาล  ว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้างข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น  ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท  และให้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบ ……..”


จากข้อกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า "ประเด็นข้อพิพาท"  คือปมปัญหาที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังคงโต้แย้งกันอยู่ ดังนั้น วิธีการเขียนหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาในรูปแบบการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท จึงอยู่ในลักษณะที่ว่าหากในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาฯ ปรากฏข้อความใดของผู้สอบสวน ที่ท่านในฐานะผู้ถูกกล่าวหาประสงค์โต้แย้ง ก็ให้ท่านนำข้อความเหล่านั้น มากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทแล้วทำการเขียนหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาเพื่อโต้แย้งข้อความเหล่านั้น พร้อมทั้งเขียนถึงพยานหลักฐานที่ท่านใช้สนับสนุนคำโต้แย้งของตนด้วยนะครับ
   
     อนึ่ง ท่านสามารถศึกษากระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีวินัยข้าราชการ ได้เพิ่มเติมที่ เมนู 

Tips: หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา

    สรุป การเขียนหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องตามความรู้ความเข้าใจของเรา หากแต่เป็นการวิเคราะห์ข้อกล่าวหา และการแยกแยะ  ข้อเท็จจริง   ข้อกฎหมาย  และพยานหลักฐาน เพื่อนำมาใช้หักล้างข้อกล่าวหา ตามหลักองค์ประกอบความผิดที่ท่านถูกแจ้งข้อกล่าวหา

     สิ่งที่สำคัญก็คือ การจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนวินัย /ชั้นไต่สวน มันเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกในกระบวนการทางวินัย ถ้าหากท่านติดกระดุมเม็ดแรกผิดพลาด มันก็อาจผิดเพี้ยนไปหมดทั้งแถว ประมาณว่าผิดยาวไปถึงชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ชั้นศาลปกครอง และชั้นศาลอาญาคดีทุจริต เช่น พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 22 กำหนดว่า “ในคดีที่อัยการสูงสุด พนักงานอัยการ ประธานกรรมการ ปปช.หรือ คณะกรรมการ ปปช. เป็นโจทก์ ให้ศาลนำรายงานและสำนวนการสอบสวนหรือสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของโจทก์ มาเป็นหลักในการแสวงหาความจริง....” 

     ดังนั้น สำนักงานกฎหมายวินัย จึงหวังว่าวิธีการเขียน "หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา" ข้างต้น คงจุดประกายแนวคิดให้กับทุกท่านที่ประสบปัญหาถูกสอบสวน/ไต่สวน หรือเป็นผู้ที่มีชีวิตการทำงาน แบบที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่านต้องพยายามต่อสู้..... อย่าให้ชีวิตราชการต้องขาดลงนะครับ











ความคิดเห็น


อุทาหรณ์เรื่องลุงพร ผู้ถูกไล่ออก เพราะลอกคำชี้แจงข้อกล่าวหา โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ลุงพร เป็นชายชราอดีตลูกจ้างประจำที่ทำงานในหน่วยงานของรัฐมานานกว่า 30 ปี เขาเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานและชุมชน เพราะไม่เคยเห็นแก่ตัวและมักช่วยเหลือคนอื่นเสมอ อย่างไรก็ตาม ชีวิตในวัยเกษียณของลุงพรกลับต้องเผชิญกับความยากลำบาก เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน

ในช่วงการชี้แจงข้อกล่าวหาที่ผ่านมา ลุงพรตัดสินใจลอกหนังสือชี้แจงข้อกล่าวของหัวหน้าที่ถูกกล่าวหาด้วยกัน โดยที่ลุงพรไม่ได้พิจารณาว่ามันเป็นคำชี้แจงฯ ที่ไม่ตรงกับประเด็นข้อกล่าวหาทั้งหมด รวมทั้ง อำนาจและหน้าที่ราชการของลุงพรและหัวหน้าก็ต่างกัน จึงทำให้การชี้แจงฯ ของลุงพรไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ ผลที่ตามมาก็คือ ลุงพรถูกลงโทษไล่ออกจากราชการย้อนหลัง และตัดสิทธิ์ในการรับบำนาญ (บำเหน็จรายเดือน) ไปตลอดชีวิต

การไม่มีบำนาญทำให้ลุงพรต้องพึ่งพาเงินจากบุตรชายและบุตรสาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้ลุงพรรู้สึกเป็นภาระและทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากบุตรทั้งสองต่างก็มีภาระทางการเงินต้องผ่อนรถผ่อนบ้านอยู่แล้ว

แต่ลุงพรไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา เพราะเขารู้ว่าไม่อาจเป็นภาระแก่บุตรทั้งสองได้ตลอดชีวิต เขาจึงตระเวณหาสำนักงานกฎหมายที่เชี่ยวชาญด้านวินัยข้าราชการหลายแห่ง และตัดสินใจมาที่สำนักงานกฎหมายวินัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่เป็นแห่งที่สาม เราเริ่มรวบรวมข้อมูลและเขียนกรณีของลุงพรใหม่ โดยเน้นที่เรื่องหน้าที่ในการส่งใช้เงินยืมและเรื่องอำนาจในการลงโทษที่ตรงประเด็นมากขึ้น

ในที่สุดก็มีคำตัดสินให้ยกเลิกคำสั่งไล่ออก ลุงพรสามารถกลับมารับบำนาญ (บำเหน็จรายเดือน) ได้ตามเดิม

ปัจจุบัน ลุงพรกลับมามีชีวิตที่มีคุณค่าอีกครั้ง ลุงพรไม่เพียงแค่ได้รับเงินบำนาญ แต่เขายังใช้มันในฐานะ “ผู้ให้” เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่บุตรหลานและครอบครัว รวมทั้ง ยังช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากเหมือนเขาที่ผ่านมา โดยการให้คำปรึกษาและแบ่งปันเรื่องราวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ

หมายเหตุ คดีของลุงพรที่ผู้เขียนนำมาดัดแปลงเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ ถือเป็นเคสตัวอย่างในเรื่องการชี้แจงข้อกล่าวหา กรณีการใช้หลักฐานเท็จไปส่งใช้เงินยืม ซึ่งลุงพรพระเอกของเรื่องถือเป็นลูกค้ารายแรกๆ ที่โดนคดีครบเซ็ท ทั้งคดีแพ่ง (การสอบละเมิดจากการใช้ใบเสร็จเท็จไปส่งใช้เงินยืม) คดีวินัย และคดีอาญา แถมปิดท้ายด้วยการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกคืนเงินบำนาญ เนื่องจากตอนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทางลุงพรกับพวกพากันชี้แจงแต่เรื่องผลสำเร็จของโครงการและเรื่องทางราชการไม่ได้รับความเสียหาย โดยไม่ได้ชี้แจงเรื่องการใช้ใบเสร็จเท็จ เพราะความรักและความเคารพที่มีต่อผู้บังคับบัญชา รวมทั้ง ความไว้ใจในเอกสารที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ลุงพรลอกใช้ทุกคำ แต่สุดท้าย ลุงพรกับหัวหน้าก็ถูกไล่ออกฐานทุจริตยกทีม ทัั้งที่ คดีนี้ มีระเบียบเป็นเกราะกำบังและมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวลุงพรน้อยมาก

ต่อมาหลังถูกลงโทษไล่ออกได้เพียง 6 เดือน ลุงพรก็โดนฟ้องคดีอาญา และโดนสอบละเมิดเรียกคืนเงินจำนวน 7 หลัก ตามใบเสร็จเท็จที่เอามาเบิก คดีนี้ กว่าทีมงานผู้เขียนที่เข้ามาช่วยทำคดีหลังลุงพรถูกไล่ออก จะช่วยลุงพรเพิกถอนคำสั่งไล่ออก ช่วยลุงพรให้รอดพ้นคดีอาญา และช่วยยุติเรื่องทางแพ่งได้สำเร็จก็กินเวลาหลายปี

ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่ต้องชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องการนำใบเสร็จเท็จเหรือใบสำคัญเท็จมาประกอบการเบิกจ่าย จึงต้องทบทวนเรื่องผลได้ผลเสียของการเขียนคำชี้แจงฯ ในเรื่องทำนองนี้ให้มากนะครับ ยิ่งเป็นคดีที่มีจำนวนเงินที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตจำนวนสูงๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกยึดทรัพย์สินไปขายทอดตลาด หรือเป็นการกล่าวหาว่าทำผิดอาญาที่มีโทษจำคุก ข้อกล่าวหาในเรื่องที่อันตรายต่ออนาคตและอิสระภาพเช่นนี้ ท่านต้องคิดไตร่ตรองให้มากนะครับ)

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา (หนังสือ - ที่ - ต้อง - ห้าม -พลาด)