การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คืออะไร

ก่อนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรือการเขียนข้อความใดๆลงในหนังสือ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ขอให้ผู้อุทธรณ์ฯ  หายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ  เมื่อจะเริ่มลงมือเขียน “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย”

สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมะหรือการทำสมาธิก่อนการเขียน “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” แต่การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ มันจะทำให้เราใจเย็นขึ้น สงบขึ้น รวมทั้ง มองเห็นปัญหาในการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ได้ชัดเจนขึ้น และที่สำคัญการหายใจ  มันทำให้เรารู้ว่า เรายังไม่ตายไปพร้อมกับคำสั่งลงโทษ


ตัวอย่างการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย,อุทธรณ์โทษทางวินัย ท้องถิ่น


มื่อชีวิตยังต้องเดินต่อ “ชีวิตก็ต้องมีความหวัง” แน่นอนว่าการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คือความหวังของผู้ถูกลงโทษ แต่ถ้าความหวังนั้น เป็นความหวังที่ไม่เริ่มลงมือทำหรือต่อสู้ไม่ถูกจุด วางแผนการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือการเขียนขยายความการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่ถูกต้อง มัน ก็คือความหวังแบบลมๆแล้งๆกับการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้อุทธรณ์จึงควรทราบก่อนว่าการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคืออะไร รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยมีอย่างไร รวมทั้ง หลักการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เป็นเช่นไร ดังนี้

“อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” คือ การร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัย เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ทำการ พิจารณาหรือทบทวนการลงโทษนั้นใหม่ โดยการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนี้ ผู้อุทธรณ์ฯจะต้องทำเป็นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เพื่อยื่นต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งลงโทษ

ตัวอย่างการอุทธรณ์โทษวินัย ข้าราชการครู ,อุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย ท้งถิ่น

รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนั้น จะมีรูปแบบแตกต่างกันตามประเภทของข้าราชการ แต่ส่วนใหญ่แล้วรูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการครู ข้าราชการท้องถิ่น เทศบาล อบต ก็มักจะมีรูปแบบการอุทธรณ์ฯที่คล้ายกับของข้าราชการพลเรือน ดังนั้น รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยที่เว็บฯจะกล่าวในที่นี้ จึงเป็นการอ้างอิงและมีความเห็นตามหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการพลเรือน ตามข้อ 27 แห่งกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.2551 ซึ่งได้กำหนดให้รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ต้องทำเป็น “หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” และส่งถึงประธาน ก.พ.ค. โดยใช้ถ้อยคำสุภาพ รวมทั้งต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ชื่อ ตำแหน่ง และสังกัดของผู้อุทธรณ์ รวมทั้งที่อยู่สำหรับใช้ติดต่อเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย


2. คำสั่งที่เป็นสาเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคำสั่ง


3. ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ


4. คำขอของผู้อุทธรณ์


5. ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์ในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย


โดยส่วนที่สำคัญที่สุดของการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคือ ส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นการเขียนนำเสนอปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย ในส่วนที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ โดยเป็นส่วนเนื้อหาที่ผู้อุทธรณ์ต้องให้เหตุผลโต้แย้งและหักล้างคำวินิจฉัยของผู้สอบสวน/ไต่สวน , ผู้บังคับบัญชา หรือ อ.ก.พ.ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของการออกคำสั่งลงโทษ

หลักการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

“ไม่เตรียมตัว ก็ต้องเตรียมใจ” เพราะหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เป็นหนังสือที่บรรจุความหวังของผู้อุทธรณ์ไว้ ดังนั้น ในการเขียนโต้แย้ง หรือการเขียนขยายความเรื่องการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาลงในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้อุทธรณ์จึงต้องเตรียมตัวศึกษาประเด็นพิพาทต่างๆในสำนวนคดีให้ละเอียด โดยให้ตรวจดูจากรายงานการสอบสวน/ไต่สวน และมติที่ประชุม อ.ก.พ. ซึ่งเป็นผู้ทำการวินิจฉัยและสั่งลงโทษว่ามีการวินิจฉัยความผิดของท่านจากข้อเท็จจริงใด และข้อกฎหมายใด รวมทั้งเหตุแห่งการวินิจฉัยเช่นนั้น ได้อาศัยการเชื่อมโยงจากพยานหลักฐานใด จากนั้นจึงนำข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานเหล่านั้น มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และเหตุผลตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ถูกสั่งลงโทษ  รวมทั้งเพื่อหาความบกพร่องในเรื่องต่างๆจากสำนวนคดี ทั้งนี้  เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเขียนโต้แย้งและหักล้างความเห็นของผู้สอบสวน/ไต่สวน และมติ อกพ. ผู้สั่งลงโทษ รวมทั้ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำรองสำหรับการจัดทำหนังสือคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ ซึ่งเป็นหนังสืออีกหนึ่งฉบับในกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ที่ผู้อุทธรณ์จะต้องจัดทำหลังจากที่หน่วยงานผู้ออกคำสั่งลงโทษได้ทำคำแก้อุทธรณ์ของท่านส่งต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว

อนึ่ง เมื่อ ก.พ.ค.ได้มีคำวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์เป็นประการใดแล้ว หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. สามารถดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.


ข้อคิดก่อนจ้างเขียนอุทธรณ์ฯ

เนื่องจากการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย  โดยเฉพาะคำสั่งลงโทษวินัยอย่างร้ายแรง อาจเป็นการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษที่ผู้อุทธรณ์กำลังขาดสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น ก่อนที่ผู้อุทธรณ์จะทุ่มเทกำลังเงินไปกับการจ้างเขียนอุทธรณ์ฯ หรือจ้างเขียนคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ฯ ผู้อุทธรณ์อาจทำการสำรวจหาทิศทางคดีในชั้นอุทธรณ์ (อย่างง่าย !) ได้ด้วยตนเอง โดยการขอคัดสำนวนการสอบสวน มาแจกแจงหาพยานหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการลงโทษว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยแยกเป็นทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล ซึ่งบางคดีอาจต้องใช้ความละเอียดและความอดทนอย่างสูง เพราะมีการสอบพยานมาเป็นร้อยปาก ผู้อุทธรณ์จำต้องแจกแจงเก็บรายละเอียดให้ครบทุกปาก ว่าคำพยานเหล่านั้นให้การสนับสนุนการลงโทษ หรือให้การสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหาของท่านอย่างไร และคำพยานเหล่านั้น มีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกันเองหรือไม่ รวมทั้ง ผู้อุทธรณ์สามารถเขียนคำอุทธรณ์ฯให้ไป ต่อยอด หรือทาบกิ่ง กับหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา (ในชั้นสอบสวน/ไต่สวนเดิม) ได้หรือไม่ เพราะบางครั้งการเขียนคำอุทธรณ์ฯ โดยการแทงหน่อหรือแตกกอ เล่าเรื่องใหม่ มันอาจขัดกับกระบวนยุทธ์หรือแนวทางคดีที่ผู้อุทธรณ์เคยต่อสู้ – ชี้แจงไว้ในชั้นสอบสวน/ไต่สวนครับ

อนึ่ง กระบวนการชั้นอุทธรณ์นี้ ท่านจึงต้องใช้สิทธิ์ให้คุ้ม ดูให้ละเอียด อ่านทุกคำทุกตัวอักษรในสำนวนคดีที่ขอคัดมา จากนั้น จึงนำผลการแจกแจงพยานหลักฐานที่ได้ มาพิจารณาว่าพยานเหล่านั้น มีน้ำหนักเพียงพอแก่การรับฟังเพื่อลงโทษผู้อุทธรณ์หรือไม่ หรือเป็นการสั่งลงโทษที่รับฟังเฉพาะพยานหลักฐานที่เป็นผลร้ายกับผู้อุทธรณ์อย่างเดียว ซึ่งรายละเอียดเบื้องต้นเหล่านี้ มิใช่งานทางเทคนิคกฎหมาย ท่านสามารถเก็บข้อมูลได้จากสำนวนการสอบสวน/ไต่สวน เพื่อหาทิศทางคดีในชั้นอุทธรณ์ได้ด้วยตนเอง ก่อนจะไปว่าจ้างนักกฎหมายเพื่อเขียนอุทธรณ์ฯ หรือเขียนคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ฯ และท่านไม่ควรจ้างเขียนอุทธรณ์ด้วยเหตุผลทางอารมณ์ เพราะท่านอาจต้องเสียทั้งเงิน ทั้งอารมณ์ ในภายหลัง




 click เลือก " อัตราค่าบริการ "

tips: การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

ทุกการแข่งขันย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ ในกระบวนการทางวินัยก็เช่นกัน เว็บวินัย ดีใจกับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่ได้พยายามต่อสู้-ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพื่อพิสูจน์ตนเองจนกลายเป็นผู้ชนะ และขอเป็นกำลังใจกับผู้ถูกกล่าวหาที่ผิดหวัง ต้องมาต่อสู้ต่อในฐานะผู้อุทธรณ์ฯ

เว็บวินัยฯใคร่ขอเรียนว่า แม้ช่วงเวลา 30 วันแห่งการใช้สิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้อุทธรณ์จะรู้สึกผิดหวังและมึนงงจากการถูกลงโทษ แต่อย่าลืมว่าชีวิตท่านไม่ได้ล่มสลายตามคำสั่งลงโทษ ผู้อุทธรณ์ยังมีชีวิตอยู่ และยังต้องใช้ชีวิตในโลกแห่งทุนนิยมที่ต้องซื้อกินซื้อใช้ จึงต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ปล่อยวางปัญหาให้เป็น จัดเวลาให้ถูก ที่สำคัญ ต้องวางรูปเรื่องการเขียนอุทธรณ์ฯ ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน/ไต่สวนว่าได้พบข้อบ่งชี้เจตนาของผู้อุทธรณ์เพียงใด เพราะการยื่นอุทธรณ์ฯ ที่ขัดแย้งกับรูปเรื่องที่ปรากฏในสำนวนนั้น ในทางเทคนิคกฏหมายสามารถทำได้ เพียงแต่จะสิ้นเปลืองทั้งทุนทรัพย์และกำลังของผู้อุทธรณ์ในการติดตามพยาน และการนำเสนอเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่อยู่นอกสำนวนอย่างมหาศาล รวมทั้ง ท่านจะต้องคำนึงถึงผลของการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ว่าบางกรณีจะถูกบังคับตามลำดับศักดิ์ที่สูง – ต่ำ ของกฎหมายที่ใช้ในการสอบสวน/ไต่สวน โดยหากลำดับศักดิ์ของกฎหมายที่ใช้ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ต่ำกว่าลำดับศักดิ์ของกฎหมายที่ใช้สอบสวน/ไต่สวน จะส่งผลให้ผู้อุทธรณ์ สามารถอุทธรณ์ฯได้เพียงดุลยพินิจในการกำหนดโทษ ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดได้  หรือบางกรณีก็ได้มีมติ ครม. กำหนดไว้ให้ลงโทษในสถานหนัก ดังนั้น ก่อนการยื่นเรื่องอุทธรณ์ฯ ท่านจึงต้องวางเนื้อหาการเขียนอุทธรณ์ฯ และการเขียนคำขอท้ายอุทธรณ์ฯให้ถูกจุด ถูกประเด็น การคิดบวกสำหรับอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญในการวางแผนเขียนอุทธรณ์ฯ และที่สำคัญ อย่าให้คลื่นความผิดหวังมาบดบังใจ ไม่ให้เห็นทางออกในการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย