Ads block

Banner 728x90px

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย


การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คืออะไร

ก่อนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรือการเขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ขอให้ผู้อุทธรณ์ทุกท่าน หายใจเข้าลึกๆ  และถอนหายใจออกมายาวๆ  เมื่อจะเริ่มลงมือเขียน “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย”

สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมะ หรือการทำสมาธิก่อนการเขียนอุทธรณ์ฯ แต่การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ มันจะทำให้เราใจเย็นขึ้น สงบขึ้น รวมทั้งสามารถมองเห็นปัญหาในการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ได้ชัดเจนขึ้น
ที่สำคัญ การหายใจทำให้เรารู้ว่า เรายังอยู่ และยังต้องต่อสู้เพื่อครอบครัว   


มื่อชีวิตยังต้องเดินต่อ ชีวิตก็ต้องมีความหวัง แน่นอนว่าการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คือความหวังของผู้อุทธรณ์ และครอบครัว ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้อุทธรณ์ฯ จึงควรทราบก่อนว่าการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคืออะไร รูปแบบของการอุทธรณ์ฯ เป็นอย่างไร รวมทั้ง มีขั้นตอนและหลักการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยเช่นไร ดังนี้ 

“การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” คือ การร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัย เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ทำการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่ 

รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย


    ส่วนใหญ่รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ครู , อบต , เทศบาล หรือพนักงานราชการ ก็มักมีรูปแบบการอุทธรณ์ฯ คล้ายกับข้าราชการพลเรือน ดังนั้น รูปแบบการอุทธรณ์ ที่วินัยดอทคอม จะกล่าวในที่นี้ จึงเป็นการให้ความเห็นตามหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการพลเรือน ตาม กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์ฯ พ.ศ.2551 ข้อ 27  ซึ่งกำหนดว่าการอุทธรณ์ฯ จะต้องทำเป็น “หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ยื่นต่อ  ประธาน ก.พ.ค. โดยใช้ถ้อยคำสุภาพ และมีสาระสำคัญ ดังนี้
  1. ชื่อ/ตำแหน่ง และสังกัดของผู้อุทธรณ์ฯ  รวมทั้ง ที่อยู่ในการติดต่อเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์
  2. คำสั่งที่เป็นสาเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่ท่านรับทราบคำสั่ง
  3. ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ
  4. คำขอของผู้อุทธรณ์
  5. ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
 โดยส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย ก็คือส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนเนื้อหาคดี ที่ผู้อุทธรณ์จะต้องให้เหตุผลทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อโต้แย้ง-หักล้าง คำวินิจฉัยของผู้สอบสวน/ไต่สวน ในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ที่ระบุว่าท่านเป็นผู้กระทำความผิด   

การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง


เพราะประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ ดังนั้น คุณความดี และคราบน้ำตาของผู้ถูกลงโทษ จึงอาจไม่มีการบันทึกไว้  

ฉะนั้น เพื่อเป็นการดึงรูปคดีให้มีน้ำหนักเอนเอียงมาทางผู้อุทธรณ์บ้าง ท่านจึงควรแบ่งการเขียนอุทธรณ์ฯ ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 
  • ส่วนแรก คือการเขียนคำโต้แย้ง ในเนื้อหาว่าท่านไม่ได้กระทำผิดหรือไม่มีเจตนากระทำผิด หรือไม่ได้กระทำผิดถึงขั้นวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกลงโทษอย่างไร ทั้งนี้ วินัย.com ขอเรียนว่า การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นศาลนั้น ถือว่าเป็นการต่อสู้ในหลักวิชากฎหมาย ดังนั้น บรรดานิติกรหรือองค์คณะที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมักจะใช้หลักองค์ประกอบความผิดเป็นเครื่องคัดกรองคำอุทธรณ์ฯ หรือคำฟ้องต่างๆ ฉะนั้น ผู้อุทธรณ์จึงต้องพยายามเขียนเนื้อหาคำอุทธรณ์ฯ ด้วยการให้เหตุผลโต้แย้งตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ท่านถูกลงโทษ เพื่อป้องกันมิให้คำอุทธรณ์ของท่านถูกอ่านแบบผ่านๆ เพียงรอบเดียว และถูกตีตกไปโดยง่าย 
  • ส่วนที่สอง คือการเขียนคำโต้แย้ง กลุ่มข้อความอันเป็นคำวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้สอบสวน/ไต่สวน ตามที่ปรากฏในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ว่า มีความบกพร่อง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรือหลักการรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร 
แต่สิ่งที่เว็บวินัยเป็นห่วง ก็คือการไล่เนื้อหาในสำนวนสอบสวน/ไต่สวน เพื่อค้นหาข้อบกพร่องทางคดี เพราะมันเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ ในการไล่ตรวจสำนวนฯ ว่ามีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่ใด เพื่อจะได้นำมาเขียนเป็นคำโต้แย้งให้ถูกจุด เพราะการอุทธรณ์ฯ นั้น หากท่านโต้แย้งโดนจุดตายของสำนวนก็อาจมีผลให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ แต่ถ้าโต้แย้งผิดจุด ก็อาจสร้างแค่แผลถลอก ซึ่งอาจมีผลเพียงการแก้ไขข้อความในคำสั่งลงโทษ โดยที่ผู้อุทธรณ์ยังต้องรับโทษตามเดิม


เคล็ดลับการอุทธรณ์คำสั่งไล่ออก 

   เฉพาะผู้ถูกไล่ออกฐานทุจริต (ตามการสอบสวนของหน่วยงานต้นสังกัด) 
    1.ให้ผู้อุทธรณ์รวมรวบพยานหลักฐานและเขียนเหตุผลเพื่อหนีจากฐานทุจริตให้ได้ก่อน เพราะถ้าท่านเขียนหนีจากฐานทุจริตไม่ได้ คำอุทธรณ์ฯ หรือคำฟ้องฯ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะโทษฐานทุจริตตามมติ ครม.คือการไล่ออกสถานเดียว ไม่อาจร้องขอเพื่อลดหย่อนโทษใดๆ ได้
     2.หากท่านเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานเพื่อหนีจากฐานทุจริตได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว  ก็จะเหลือการเขียนแก้ในฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งมักถูกใช้ลงโทษคู่กับฐานทุจริต หรือเขียนแก้ในฐานความผิดอื่น ที่ถูกลงโทษคู่กับฐานทุจริต กับทั้ง   
    ให้ผู้อุทธรณ์แสดงพยานหลักฐานและเขียนแก้ว่าการกระทำของท่านไม่ได้ทำให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรงอย่างไร เช่น การแสดงผลสอบละเมิดที่มีคำวินิจฉัยว่าท่านไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการ  เพื่อโน้มน้าวให้องค์กรพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์ของท่านไม่อยู่ในองค์ประกอบความผิดวินัยร้ายแรง เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ แบบแผนโดยที่ทางราชการไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง จึงเป็นเพียงความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และขอให้วินิจฉัยปรับลดโทษเป็นโทษวินัยไม่ร้ายแรง เป็นต้น 
     3. หากท่านเขียนหักล้างเรื่องความเสียหายร้ายแรงของทางราชการไม่ได้ ก็ให้พยายามรวบรวมเอกสารความดี ระหว่างรับราชการ เพื่อใช้ประกอบการร้องขอลดหย่อนโทษ จากไล่ออกเป็นปลดออก หรือจะเขียนขอแบบครอบจักรวาลว่า ขอลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออก เป็นโทษระดับใดๆ ที่ต่ำกว่าโทษไล่ออกก็ได้

    การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย

        การอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย ถือเป็นโจทย์ที่ง่ายที่สุดของการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เนื่องจากข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน ได้รวบรวมไว้ในสำนวนฯ นั้น มันหยุดนิ่งและยุติลงแล้ว

         ดังนั้น  หากผู้อุทธรณ์ตรวจพบว่าในสำนวนสอบสวน มีเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงใด ที่ผู้สอบสวนปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหรือ ระเบียบฉบับใด ท่านก็สามารถนำเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงนั้น มาเขียนเป็นข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายได้เลย ตัวอย่างเช่น การเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย กรณีท่านตรวจพบว่าบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาฯ ที่ผู้สอบสวนนำมาแจ้งกับผู้อุทธรณ์ ขณะที่ท่านยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า "ผู้สอบสวนไม่ได้สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ" โดยกลุ่มข้อความที่ขีดเส้นใต้ไว้ข้างต้น ก็คือ "ข้อเท็จจริง" ของการกระทำที่ผิดกฎสอบสวน และเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติลงแล้วตาม "พยานเอกสาร" ซึ่งก็คือ “บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา” 

        ส่วนวิธีการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ก็ให้ท่านนำ "ข้อเท็จจริง" ของการกระทำที่ผิดกฎสอบสวนนั้น มาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย ซึ่งในที่นี้ก็คือ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 จากนั้น ก็ไปเขียนบรรยายเป็นข้อโต้แย้ง ในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ตาม "ตัวอย่าง การเขียนอุทธรณ์ฯ" ท้ายนี้  

      ผู้อุทธรณ์ ขออุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จากกรณีที่กระบวนการดำเนินการทางวินัย กับผู้อุทธรณ์ ในขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ได้ปรากฏการกระทำที่ผิด กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 เพราะผู้สอบสวนมิได้ทำการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้อุทธรณ์ได้รับทราบ ฯลฯ ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด มีผลให้คำสั่งกรม / กระทรวง ….. ที่สั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่มิชอบด้วยหลักเกณฑ์การสอบสวนข้างต้น จึงมิชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย .."

    พยานหลักฐานที่สนับสนุนการอุทธรณ์ฯ ประเด็นข้างต้น
        1.บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (แบบ ดว.5) ตามเอกสารหมายเลข..     
        2.กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 ตามเอกสารหมายเลข.... 

    Tips: การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

       สรุป การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคือ การร้องขอให้มีการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่ โดยการโต้แย้งว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการทางวินัย ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าว อาจมีได้ตั้งแต่ปัญหาในขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขั้นตอนการสอบสวน ขั้นตอนการพิจารณาความผิด และขั้นตอนการกำหนดโทษ ดังนั้น การอุทธรณ์ฯ จึงเป็นมากกว่าการหยิบยกข้อเท็จจริงของคดีมาพูดซ้ำ อย่างที่หลายท่านเข้าใจครับ

    (ตัวอย่าง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย)


    O คําอุทธรณ์                          ที่อยู่ ............

                                    วันที่..........

    เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (คำสั่งไล่ออก)

    เรียน ประธาน ก.พ.ค.

    สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.สำเนาบัตรประชาชน

                              ๒.สำเนาคำสั่งลงโทษ

                             ๓.คำอุทธรณ์ฯ และพยานหลักฐานสนับสนุนคำอุทธรณ์ จำนวน .... แผ่น

    ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว)......... (เดิม) รับราชการตําแหน่ง สังกัด กรม/หน่วยงาน........ กระทรวง .......... มีความประสงค์ขออุทธรณ์คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ (หรือ ระบุโทษอื่นๆ เช่น ไล่ออก/ปลดออก/ลดเงินเดือน/ตัดเงินเดือน/ภาคทัณฑ์) ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีการทุจริตในโครงการขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยวิธีพิเศษ ตามคําสั่งกรมแก้ไขภัยแล้ง ที่ ๒๒๖๒/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘ โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้ออุทธรณ์ ดังนี้ ............. (ให้ระบุวันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ เพื่อให้องค์กรอุทธรณ์ ทราบว่าท่านได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้ระบุการกระทําทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ฯ ทั้งนี้ หากไม่ใช่เรื่องซับซ้อน และมิใช่การถูกสันนิษฐานว่า"แบ่งหน้าที่กันทำผิด" ก็อาจเริ่มเขียนอุทธรณ์เอง   ตั้งแต่ประเด็น การกระทำที่ผิดกฎสอบสวน (หากท่านตรวจพบ) เพราะองค์กรอุทธรณ์ มักจะตรวจดูเรื่องรูปแบบและความชอบ ด้วยกฎกติกาของการสั่งลงโทษเป็นประเด็นแรกก่อน) และตามด้วยประเด็นผู้อุทธรณ์ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกลงโทษ จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยประเด็นระดับโทษที่สั่งลงโทษไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่าท่านถูกลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง )

     ส่วนย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นคำขอ ก็อาจใช้ข้อความว่า...  จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน  ที่ผู้อุทธรณ์ได้นำเรียนข้างต้น  ขอได้โปรดมีคำวินัยฉัย ...... (ให้ระบุคำขอ หรือความต้องการของผู้อุทธรณ์ ตัวอย่างเช่น ให้เพิกถอนคำสั่งกรม ... ที่ ...... ลงวันที่ ... ซึ่งสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ , ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษปลดออก (เพื่อรักษาเงินบำเหน็จบำนาญ) หรือ ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษใดๆ ในระดับโทษวินัยไม่ร้ายแรง หรือในระดับที่ต่ำกว่าโทษไล่ออก เป็นต้น )

     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา                                                              

                ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

                 (นาย/นาง/น.ส. ..........)  

    หมายเหตุ

    ๑. กําหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ฯ ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้หลีกเลี่ยงการทำคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติม เพราะอาจถูกคัดค้านจากผู้สั่งลงโทษว่าคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติมนั้น เป็นคำอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ห้ามมิให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์รับไว้พิจารณา

    . หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ต้องใช้ถ้อยคําสุภาพ และประกอบด้วยสาระสำคัญ ๕ ส่วน ดังนี้ (๑) ชื่อ ตําแหน่ง สังกัด และที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๒) คําสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคําสั่ง (๓) ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษ (๔) คําขอของผู้อุทธรณ์ (๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

          ทั้งนี้ เนื้อหาในส่วนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษนั้น ควรแบ่งเนื้อหาการคัดค้านออกเป็น ๓ ประเด็น ตามแนวทางการวินิจฉัยขององค์กรอุทธรณ์ฯ ดังนี้  ๑. ประเด็นการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ (ปัญหาข้อกฎหมาย) ๒. ประเด็นผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยตามที่ถูกลงโทษหรือไม่ (ปัญหาข้อเท็จจริง ) ๓. ประเด็นระดับโทษที่ผู้อุทธรณ์ได้รับ ถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษหรือไม่

       อนึ่ง หากผู้อุทธรณ์ไม่ได้จ้างนักกฎหมาย ก็ควรข้ามไปเขียนประเด็นที่ ๒ และ ๓ ก่อน เพราะประเด็นที่ ๑ เป็นการไล่ตรวจเอกสารในสำนวนสอบสวนเพื่อค้นหาจุดที่ผิดกฎกติกาการสอบสวน ซึ่งจะกินเวลามาก อีกทั้งต้องอาศัยทักษะ/ประสบการณ์ในการค้นหาจุดบกพร่องต่างๆ เพื่อนำไปร้อยเรียงเป็นคำโน้มน้าวในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

    ๓. สถานที่ยื่นอุทธรณ์ กรณีข้าราชการพลเรือน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ๒ วิธี ดังนี้ ๑.ยื่นต่อพนักงานรับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ๒.ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ส่วนข้าราชการท้องถิ่น หรือข้าราชการประเภทอื่นให้ปฏิบัติตามกฎอุทธรณ์ของข้าราชการแต่ละประเภท

    ๔. หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค. หรือตามกฎเกณฑ์ของข้าราชการแต่ละประเภท 

    ๕. หลายคนอาจคิดว่า "เดี๋ยวไปสู้ในศาลปกครองทีเดียว" นั่นคือความคิดที่เสี่ยงที่สุด! เพราะในชั้นอุทธรณ์ (ก.พ.ค.) หากท่านชนะ และมีการสั่งลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกแล้ว ฝ่ายผู้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ท่านจะมีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญทันที! แต่ถ้าคดีต้องไปถึงชั้นศาล กระบวนการอาจลากยาวถึง ๓-๕ ปี และฝ่ายผู้บังคับบัญชา หรือองค์กรไต่สวน สามารถสู้ได้ถึงศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหมายความว่า "ความไม่แน่นอนของผลคดี อาจลากยาวไปครึ่งค่อนทศวรรษ"

    ข้อแนะนำสำคัญจาก "วินัยดอทคอม”

    การจะชนะคดีฐานทุจริต ไม่ใช่แค่การเขียนขอความเมตตา แต่มันคือการเขียนคำโน้มน้าวด้วยพยานหลักฐาน และข้อพิสูจน์ว่า "การกระทำของท่านไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย"

    เพราะสำนวนคดีทุจริตส่วนใหญ่ ทางผู้สอบสวนมักร้อยเรียง "ข้อพิรุธ" ทั้งหลาย ให้กลายเป็น "เจตนาทุจริต" ของผู้ถูกลงโทษ ดังนั้น ท่านจึงต้องเขียนคำอุทธรณ์ฯ โดยการรื้อตรรกะเหล่านั้น และแทนที่..  ด้วยข้อเท็จจริงที่หักล้างได้ครับ


    6 ความคิดเห็น:

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (FAQ)

    1. ถูกสั่ง "ไล่ออก" จะยังมีสิทธิได้รับเงินบำนาญอยู่หรือไม่?
    •คำตอบ : ตามกฎหมายปัจจุบัน การถูกลงโทษ "ไล่ออก" จะส่งผลให้ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เสมือนว่าไม่เคยรับราชการมาก่อน แต่หากเราสามารถอุทธรณ์เพื่อลดหย่อนโทษจาก "ไล่ออก" เป็น "ปลดออก" ได้ คุณจะได้รับสิทธิในเงินบำเหน็จบำนาญเสมือนการลาออกจากราชการตามปกติครับ
    2. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วัน หากไม่อยากเสียสิทธิ?
    •คำตอบ : ระยะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู และข้าราชการท้องถิ่น ส่วนใหญ่ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ส่วนพนักงานราชการมักจะอยู่ที่ 15 วัน หากพ้นกำหนดนี้เพียงวันเดียว คุณจะเสียสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งทันที และคำสั่งนั้นจะกลายเป็นที่สุด
    3. การเขียนอุทธรณ์เอง กับการให้นักกฎหมายเฉพาะทางด้านวินัย ร่างให้ ต่างกันอย่างไร?
    •คำตอบ : การเขียนเองส่วนใหญ่มักเป็นการบรรยายความรู้สึกหรือขอความเมตตา ซึ่งมีน้ำหนักน้อยในทางกฎหมาย แต่การให้นักกฎหมายเฉพาะทาง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีวินัย ร่างให้ จะเป็นการสู้ด้วย "ข้อบกพร่องของสำนวนสอบสวน" และ "ข้อกฎหมายที่ผิดขั้นตอน" ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์จะใช้ในการเพิกถอนหรือลดโทษให้คุณครับ
    4. หากถูกลงโทษไปแล้ว แต่อยากสู้เพื่อเอา "เงินบำนาญ" คืน มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน?
    •คำตอบ : มีโอกาสครับ! โดยเฉพาะในกรณีที่พฤติการณ์ความผิดไม่ร้ายแรงถึงขั้น "ทุจริตต่อหน้าที่" หรือมี "เหตุอันควรปราณี" ที่คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ระบุไว้ในรายงาน นักกฎหมายเฉพาะทางด้านวินัย จะทำหน้าที่ค้นหาช่องว่างเหล่านี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอลดระดับโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก
    5. ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เป็นธรรม สามารถทำอย่างไรต่อได้บ้าง?
    •คำตอบ : หากผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจ คุณยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อ "ศาลปกครอง" ภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครับ อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวและเตรียมพยานหลักฐานให้ดีตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์ฯจะช่วยให้คุณมี "พยานหลักฐาน" ที่แน่นหนาขึ้นเมื่อคดีไปถึงชั้นศาลปกครอง
    6. บริการของ วินัย.com ครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ้าง?
    •คำตอบ : เราดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์สำนวนสอบสวน, การร่างหนังสืออุทธรณ์ฉบับเต็ม, การจัดทำคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ของผู้สั่งลงโทษ, การร่างคำแถลง และการให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการอุทธรณ์ฯ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการคืนความยุติธรรมและสิทธิประโยชน์ให้แก่คุณ (ขอบเขตการให้บริการ อาจแตกต่างตามประเภทข้าราชการ และความต้องการของลูกค้า)

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    คำแนะนำฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกลงโทษไล่ออก

    ปกติก่อนการใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ตามกระบวนการภายในของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน

    เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษจากการชี้มูลความผิดของ ปปช.ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้สิทธิ์ผู้ถูกลงโทษสามารถเลือกนำคดีไปฟ้องศาลปกครองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นอุทธรณ์ฯ ตามขั้นตอนปกติ

    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า.. เนื้อผ้าในรายงานไต่สวน จะเหมาะสมกับการไปยื่นฟ้องศาลปกครองทุกคน ส่วนใหญ่ผู้ถูกไล่ออกจากการชี้มูลความผิดที่มาปรึกษากับผู้เขียน มักจะเน้นเรื่องการฟ้องศาลปกครอง และการยื่นขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว โดยมักมองข้ามการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ เพราะเห็นว่าการอุทธรณ์ฯ ในเรื่องดังกล่าว ไม่อาจช่วยให้กลับเข้าไปทำงานชั่วคราวในระหว่างที่มีการพิจารณาอุทธรณ์ได้

    ทั้งนี้ ผู้เขียน ขอเรียนว่าการตัดสินใจเลือก ระหว่าง “การยื่นอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษก่อน แล้วจึงไปฟ้องศาลปกครอง” กับ “การยื่นฟ้องศาลปกครอง โดยไม่อุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ” นั้น ท่านอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะคำกล่าวอ้างที่ว่า “ผู้ถูกลงโทษสามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว ได้พร้อมกับการยื่นคำฟ้องศาลปกครอง” เพราะมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว

    เนื่องจาก แม้ท่านจะมีสิทธิ์ยื่นคำฟ้องฯ และคำขอทุเลาฯ ได้พร้อมกันตามคำกล่าวอ้างก็ตาม แต่การจะให้ศาลฯ ออกคำสั่งคุ้มครองให้ท่านกลับเข้าทำงานชั่วคราวก็มิใช่เรื่องง่าย ลูกค้าของเว็บวินัยฯ รายที่ศาลท่านเมตตาออกคำสั่งคุ้มครองให้กลับเข้าทำงานชั่วคราวนั้น นอกจากจะต้องพยายามเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขการสั่งคุ้มครองทั้งสามประการตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 72 แล้ว การตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งคุ้มครองฯ หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลในแต่ละแห่งอีกด้วย
    ดังนั้น ท่านจึงควรใช้เนื้อผ้าในรายงานสอบสวน/ไต่สวน เป็นเครื่องตัดสินใจ ว่าจะยื่นอุทธรณ์ก่อน หรือ จะไปฟ้องศาลปกครองเลย อย่าให้ความรู้สึกผูกพันกับตำแหน่งหน้าที่การงาน มาบดบังใจจนมองข้ามข้อดีของการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งการเลือกเดินทางอ้อมไปอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษกับคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรและใกล้ชิดกับปัญหาของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน ก็อาจทำให้ผู้ถูกลงโทษไล่ออก ที่มีอายุราชการมากๆ หรือเคยทำคุณความดีระหว่างรับราชการหลายด้าน ได้รับความเมตตาลดหย่อนโทษจาก ไล่ออก เป็น ปลดออก ก่อให้เกิดสิทธิ์การรับบำเหน็จบำนาญไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องสร้างภาระให้แก่ลูกหลานก็อาจเป็นได้

    หมายเหตุ การยื่นอุทธรณ์ฯ มีข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับผู้ถูกลงโทษทางวินัยทุกระดับโทษ คือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์แล้ว หากท่านยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จะเกิดสิทธิให้ท่านนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ใน 2 ลักษณะ ดังนี้

    1.สิทธิการฟ้ององค์กรพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อให้เร่งรัดพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน หรือ XX วัน (ตามประเภทของข้าราชการ)

    2.สิทธิการฟ้องผู้สั่งลงโทษ เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษ

    สิ่งสำคัญคือผู้ถูกลงโทษจะต้องใช้เลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ภายในกรอบระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดการพิจารณาอุทธรณ์ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว สิทธิในการนำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อ (1) ขอให้เร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ หรือ (2) ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ จะระงับสิ้นไป จนกว่าท่านได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม่แล้วเท่านั้น (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องระวังให้มาก เพราะมีผู้ปรึกษาคดีกับผู้เขียนหลายรายที่อดทนรอคอยผลอุทธรณ์มานานกว่า 3-4 ปี ครั้นปัจจุบัน ตัดสินใจว่าจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองให้รู้แล้วรู้รอด ก็หมดสิทธินำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว จำต้องรอคอยผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่มีวันรู้จบต่อไป)

    หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม อย่าลังเล... ที่จะติดต่อเรา

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    สิทธิการยื่นอุทธรณ์

    เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่ง...” ดังนั้น ข้าราชการพลเรือนที่ถูกลงโทษไล่ออกหรือโทษอื่นๆ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ใน ๒ กรณี ดังนี้
    ๑.กรณีถูกสั่งลงโทษทางวินัย ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ส่วนการว่ากล่าวตักเตือน หรือทัณฑ์บนเป็นหนังสือ นั้น เป็นคำสั่งทางการบริหาร ไม่ใช่โทษทางวินัย จึงไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จำต้องแยกไปดำเนินการในเรื่องของการร้องทุกข์cmo
    ๒. กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เพราะเหตุต่างๆ จำนวน ๖ ประการ สรุปได้ ดังนี้
    (๑) เมื่อเจ็บป่วยจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ําเสมอ
    (๒) เมื่อสมัครไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
    (๓) เมื่อขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามในการรับราชการ
    (๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
    (๕) เมื่อไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ
    (๖) เมื่อหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
    (๗) เมื่อมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
    (๘) เมื่อต้องโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    ผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

    พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ได้กําหนดตัวผู้มีสิทธิอุทธรณ์และผู้มีอำนาจทําการแทน ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนี้
    ๑. ผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย
    ๒. ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
    ๓. ทายาทผู้มีสิทธิรับบําเหน็จตกทอด ของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ กรณีที่บุคคลดังกล่าว ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์
    ๔. ผู้รับมอบหมายจากผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยจะมอบหมายให้ ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทําการอุทธรณ์แทนได้ ด้วยเหตุจําเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
    (๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้
    (๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กําหนด
    (๓) มีเหตุจําเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. หรือองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นสมควร

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    สิทธิของผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

    ในกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย นั้น ผู้อุทธรณ์จะมีสิทธิต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้
    ๑. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิถอนคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยจะมีคําวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น
    ๒. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคําสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
    ๓. กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธินำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

    หมายเหตุ การอุทธรณ์ฯ จะมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนดระยะเวลาไว้โดยเคร่งครัด ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากผู้อุทธรณ์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ทางองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ จะรับอุทธรณ์เรื่องนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ รวมทั้ง จะส่งผลให้ผู้ถูกลงโทษวินัยผู้นั้น ไม่สามารถนําคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ , พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑

    สนง.กฎหมายวินัย โทร 099 450 5536 ปรึกษาฟรี กล่าวว่า...


    ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

    หลังจากคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ฯ ไว้พิจารณาแล้ว ในท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ จะมีคำตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

    ก. กรณีอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางวินัย
    (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์
    (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษ มีการดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
    (๓) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และผู้อุทธรณ์สมควรได้รับโทษเบาลงให้มี “คําวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง” แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลดโทษต่ำกว่าโทษปลดออกไม่ได้
    (๔) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทําของผู้อุทธรณ์ ไม่เป็นความผิดทางวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกโทษ”
    (๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคําสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีคําวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม

    ข. กรณีอุทธรณ์คําสั่งให้ออกจากราชการ
    (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่ กรณีแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์”
    (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑