การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คืออะไร
สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมะ หรือการทำสมาธิก่อนการเขียนอุทธรณ์ฯ แต่การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ มันจะทำให้เราใจเย็นขึ้น สงบขึ้น รวมทั้งสามารถมองเห็นปัญหาในการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ได้ชัดเจนขึ้น ที่สำคัญ การหายใจทำให้เรารู้ว่า เรายังอยู่ และยังต้องต่อสู้เพื่อครอบครัว

“การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” คือ การร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัย เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ทำการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่
รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
- ชื่อ/ตำแหน่ง และสังกัดของผู้อุทธรณ์ฯ รวมทั้ง ที่อยู่ในการติดต่อเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์
- คำสั่งที่เป็นสาเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่ท่านรับทราบคำสั่ง
- ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ
- คำขอของผู้อุทธรณ์
- ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง
- ส่วนแรก คือการเขียนคำโต้แย้ง ในเนื้อหาว่าท่านไม่ได้กระทำผิดหรือไม่มีเจตนากระทำผิด หรือไม่ได้กระทำผิดถึงขั้นวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกลงโทษอย่างไร ทั้งนี้ วินัย.com ขอเรียนว่า การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นศาลนั้น ถือว่าเป็นการต่อสู้ในหลักวิชากฎหมาย ดังนั้น บรรดานิติกรหรือองค์คณะที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมักจะใช้หลักองค์ประกอบความผิดเป็นเครื่องคัดกรองคำอุทธรณ์ฯ หรือคำฟ้องต่างๆ ฉะนั้น ผู้อุทธรณ์จึงต้องพยายามเขียนเนื้อหาคำอุทธรณ์ฯ ด้วยการให้เหตุผลโต้แย้งตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ท่านถูกลงโทษ เพื่อป้องกันมิให้คำอุทธรณ์ของท่านถูกอ่านแบบผ่านๆ เพียงรอบเดียว และถูกตีตกไปโดยง่าย
- ส่วนที่สอง คือการเขียนคำโต้แย้ง กลุ่มข้อความอันเป็นคำวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้สอบสวน/ไต่สวน ตามที่ปรากฏในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ว่า มีความบกพร่อง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรือหลักการรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร
%202.png)
เคล็ดลับการอุทธรณ์คำสั่งไล่ออก
การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย
Tips: การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
(ตัวอย่าง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย)
O คําอุทธรณ์ ที่อยู่ ............
วันที่..........
เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (คำสั่งไล่ออก)
เรียน ประธาน ก.พ.ค.
สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.สำเนาบัตรประชาชน
๒.สำเนาคำสั่งลงโทษ
๓.คำอุทธรณ์ฯ และพยานหลักฐานสนับสนุนคำอุทธรณ์ จำนวน .... แผ่น
ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว)......... (เดิม) รับราชการตําแหน่ง สังกัด กรม/หน่วยงาน........ กระทรวง .......... มีความประสงค์ขออุทธรณ์คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ (หรือ ระบุโทษอื่นๆ เช่น ไล่ออก/ปลดออก/ลดเงินเดือน/ตัดเงินเดือน/ภาคทัณฑ์) ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีการทุจริตในโครงการขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยวิธีพิเศษ ตามคําสั่งกรมแก้ไขภัยแล้ง ที่ ๒๒๖๒/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘ โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้ออุทธรณ์ ดังนี้ ............. (ให้ระบุวันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ เพื่อให้องค์กรอุทธรณ์ ทราบว่าท่านได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้ระบุการกระทําทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ฯ ทั้งนี้ หากไม่ใช่เรื่องซับซ้อน และมิใช่การถูกสันนิษฐานว่า"แบ่งหน้าที่กันทำผิด" ก็อาจเริ่มเขียนอุทธรณ์เอง ตั้งแต่ประเด็น การกระทำที่ผิดกฎสอบสวน (หากท่านตรวจพบ) เพราะองค์กรอุทธรณ์ มักจะตรวจดูเรื่องรูปแบบและความชอบ ด้วยกฎกติกาของการสั่งลงโทษเป็นประเด็นแรกก่อน) และตามด้วยประเด็นผู้อุทธรณ์ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกลงโทษ จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยประเด็นระดับโทษที่สั่งลงโทษไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่าท่านถูกลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง )
ส่วนย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นคำขอ ก็อาจใช้ข้อความว่า... จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ที่ผู้อุทธรณ์ได้นำเรียนข้างต้น ขอได้โปรดมีคำวินัยฉัย ...... (ให้ระบุคำขอ หรือความต้องการของผู้อุทธรณ์ ตัวอย่างเช่น ให้เพิกถอนคำสั่งกรม ... ที่ ...... ลงวันที่ ... ซึ่งสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ , ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษปลดออก (เพื่อรักษาเงินบำเหน็จบำนาญ) หรือ ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษใดๆ ในระดับโทษวินัยไม่ร้ายแรง หรือในระดับที่ต่ำกว่าโทษไล่ออก เป็นต้น )
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
หมายเหตุ
๑. กําหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ฯ ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนดเวลา
๓๐ วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่งลงโทษ รวมทั้ง
ให้หลีกเลี่ยงการทำคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติม เพราะอาจถูกคัดค้านจากผู้สั่งลงโทษว่าคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติมนั้น
เป็นคำอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ห้ามมิให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์รับไว้พิจารณา
๒. หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
ต้องใช้ถ้อยคําสุภาพ และประกอบด้วยสาระสำคัญ ๕ ส่วน ดังนี้ (๑) ชื่อ ตําแหน่ง
สังกัด และที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๒) คําสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
และวันที่รับทราบคําสั่ง (๓)
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษ (๔)
คําขอของผู้อุทธรณ์ (๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
ทั้งนี้ เนื้อหาในส่วนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษนั้น ควรแบ่งเนื้อหาการคัดค้านออกเป็น ๓ ประเด็น ตามแนวทางการวินิจฉัยขององค์กรอุทธรณ์ฯ ดังนี้ ๑. ประเด็นการดำเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
(ปัญหาข้อกฎหมาย) ๒. ประเด็นผู้อุทธรณ์กระทำผิดวินัยตามที่ถูกลงโทษหรือไม่ (ปัญหาข้อเท็จจริง ) ๓. ประเด็นระดับโทษที่ผู้อุทธรณ์ได้รับ ถูกต้องและเหมาะสม
รวมทั้งมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษหรือไม่
อนึ่ง หากผู้อุทธรณ์ไม่ได้จ้างนักกฎหมาย ก็ควรข้ามไปเขียนประเด็นที่ ๒ และ ๓ ก่อน เพราะประเด็นที่ ๑ เป็นการไล่ตรวจเอกสารในสำนวนสอบสวนเพื่อค้นหาจุดที่ผิดกฎกติกาการสอบสวน ซึ่งจะกินเวลามาก อีกทั้งต้องอาศัยทักษะ/ประสบการณ์ในการค้นหาจุดบกพร่องต่างๆ เพื่อนำไปร้อยเรียงเป็นคำโน้มน้าวในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
๓. สถานที่ยื่นอุทธรณ์
กรณีข้าราชการพลเรือน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ๒ วิธี ดังนี้
๑.ยื่นต่อพนักงานรับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ๒.ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ส่วนข้าราชการท้องถิ่น
หรือข้าราชการประเภทอื่นให้ปฏิบัติตามกฎอุทธรณ์ของข้าราชการแต่ละประเภท
๔. หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค. หรือตามกฎเกณฑ์ของข้าราชการแต่ละประเภท
๕. หลายคนอาจคิดว่า "เดี๋ยวไปสู้ในศาลปกครองทีเดียว" นั่นคือความคิดที่เสี่ยงที่สุด! เพราะในชั้นอุทธรณ์ (ก.พ.ค.) หากท่านชนะ และมีการสั่งลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกแล้ว ฝ่ายผู้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ท่านจะมีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญทันที! แต่ถ้าคดีต้องไปถึงชั้นศาล กระบวนการอาจลากยาวถึง ๓-๕ ปี และฝ่ายผู้บังคับบัญชา หรือองค์กรไต่สวน สามารถสู้ได้ถึงศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหมายความว่า "ความไม่แน่นอนของผลคดี อาจลากยาวไปครึ่งค่อนทศวรรษ"
ข้อแนะนำสำคัญจาก "วินัยดอทคอม”
การจะชนะคดีฐานทุจริต ไม่ใช่แค่การเขียนขอความเมตตา แต่มันคือการเขียนคำโน้มน้าวด้วยพยานหลักฐาน และข้อพิสูจน์ว่า "การกระทำของท่านไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย"
เพราะสำนวนคดีทุจริตส่วนใหญ่ ทางผู้สอบสวนมักร้อยเรียง "ข้อพิรุธ" ทั้งหลาย ให้กลายเป็น "เจตนาทุจริต" ของผู้ถูกลงโทษ ดังนั้น ท่านจึงต้องเขียนคำอุทธรณ์ฯ โดยการรื้อตรรกะเหล่านั้น และแทนที่.. ด้วยข้อเท็จจริงที่หักล้างได้ครับ


6 ความคิดเห็น:
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (FAQ)
1. ถูกสั่ง "ไล่ออก" จะยังมีสิทธิได้รับเงินบำนาญอยู่หรือไม่?
•คำตอบ : ตามกฎหมายปัจจุบัน การถูกลงโทษ "ไล่ออก" จะส่งผลให้ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ เสมือนว่าไม่เคยรับราชการมาก่อน แต่หากเราสามารถอุทธรณ์เพื่อลดหย่อนโทษจาก "ไล่ออก" เป็น "ปลดออก" ได้ คุณจะได้รับสิทธิในเงินบำเหน็จบำนาญเสมือนการลาออกจากราชการตามปกติครับ
2. ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วัน หากไม่อยากเสียสิทธิ?
•คำตอบ : ระยะเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู และข้าราชการท้องถิ่น ส่วนใหญ่ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ส่วนพนักงานราชการมักจะอยู่ที่ 15 วัน หากพ้นกำหนดนี้เพียงวันเดียว คุณจะเสียสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งทันที และคำสั่งนั้นจะกลายเป็นที่สุด
3. การเขียนอุทธรณ์เอง กับการให้นักกฎหมายเฉพาะทางด้านวินัย ร่างให้ ต่างกันอย่างไร?
•คำตอบ : การเขียนเองส่วนใหญ่มักเป็นการบรรยายความรู้สึกหรือขอความเมตตา ซึ่งมีน้ำหนักน้อยในทางกฎหมาย แต่การให้นักกฎหมายเฉพาะทาง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีวินัย ร่างให้ จะเป็นการสู้ด้วย "ข้อบกพร่องของสำนวนสอบสวน" และ "ข้อกฎหมายที่ผิดขั้นตอน" ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์จะใช้ในการเพิกถอนหรือลดโทษให้คุณครับ
4. หากถูกลงโทษไปแล้ว แต่อยากสู้เพื่อเอา "เงินบำนาญ" คืน มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน?
•คำตอบ : มีโอกาสครับ! โดยเฉพาะในกรณีที่พฤติการณ์ความผิดไม่ร้ายแรงถึงขั้น "ทุจริตต่อหน้าที่" หรือมี "เหตุอันควรปราณี" ที่คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้ระบุไว้ในรายงาน นักกฎหมายเฉพาะทางด้านวินัย จะทำหน้าที่ค้นหาช่องว่างเหล่านี้เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอลดระดับโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก
5. ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เป็นธรรม สามารถทำอย่างไรต่อได้บ้าง?
•คำตอบ : หากผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจ คุณยังมีสิทธิฟ้องคดีต่อ "ศาลปกครอง" ภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ครับ อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวและเตรียมพยานหลักฐานให้ดีตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์ฯจะช่วยให้คุณมี "พยานหลักฐาน" ที่แน่นหนาขึ้นเมื่อคดีไปถึงชั้นศาลปกครอง
6. บริการของ วินัย.com ครอบคลุมถึงเรื่องอะไรบ้าง?
•คำตอบ : เราดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์สำนวนสอบสวน, การร่างหนังสืออุทธรณ์ฉบับเต็ม, การจัดทำคำคัดค้านคำแก้อุทธรณ์ของผู้สั่งลงโทษ, การร่างคำแถลง และการให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการอุทธรณ์ฯ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการคืนความยุติธรรมและสิทธิประโยชน์ให้แก่คุณ (ขอบเขตการให้บริการ อาจแตกต่างตามประเภทข้าราชการ และความต้องการของลูกค้า)
คำแนะนำฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกลงโทษไล่ออก
ปกติก่อนการใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ตามกระบวนการภายในของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน
เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษจากการชี้มูลความผิดของ ปปช.ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้สิทธิ์ผู้ถูกลงโทษสามารถเลือกนำคดีไปฟ้องศาลปกครองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นอุทธรณ์ฯ ตามขั้นตอนปกติ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า.. เนื้อผ้าในรายงานไต่สวน จะเหมาะสมกับการไปยื่นฟ้องศาลปกครองทุกคน ส่วนใหญ่ผู้ถูกไล่ออกจากการชี้มูลความผิดที่มาปรึกษากับผู้เขียน มักจะเน้นเรื่องการฟ้องศาลปกครอง และการยื่นขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว โดยมักมองข้ามการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ เพราะเห็นว่าการอุทธรณ์ฯ ในเรื่องดังกล่าว ไม่อาจช่วยให้กลับเข้าไปทำงานชั่วคราวในระหว่างที่มีการพิจารณาอุทธรณ์ได้
ทั้งนี้ ผู้เขียน ขอเรียนว่าการตัดสินใจเลือก ระหว่าง “การยื่นอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษก่อน แล้วจึงไปฟ้องศาลปกครอง” กับ “การยื่นฟ้องศาลปกครอง โดยไม่อุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ” นั้น ท่านอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะคำกล่าวอ้างที่ว่า “ผู้ถูกลงโทษสามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว ได้พร้อมกับการยื่นคำฟ้องศาลปกครอง” เพราะมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
เนื่องจาก แม้ท่านจะมีสิทธิ์ยื่นคำฟ้องฯ และคำขอทุเลาฯ ได้พร้อมกันตามคำกล่าวอ้างก็ตาม แต่การจะให้ศาลฯ ออกคำสั่งคุ้มครองให้ท่านกลับเข้าทำงานชั่วคราวก็มิใช่เรื่องง่าย ลูกค้าของเว็บวินัยฯ รายที่ศาลท่านเมตตาออกคำสั่งคุ้มครองให้กลับเข้าทำงานชั่วคราวนั้น นอกจากจะต้องพยายามเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขการสั่งคุ้มครองทั้งสามประการตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 72 แล้ว การตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งคุ้มครองฯ หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลในแต่ละแห่งอีกด้วย
ดังนั้น ท่านจึงควรใช้เนื้อผ้าในรายงานสอบสวน/ไต่สวน เป็นเครื่องตัดสินใจ ว่าจะยื่นอุทธรณ์ก่อน หรือ จะไปฟ้องศาลปกครองเลย อย่าให้ความรู้สึกผูกพันกับตำแหน่งหน้าที่การงาน มาบดบังใจจนมองข้ามข้อดีของการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งการเลือกเดินทางอ้อมไปอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษกับคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรและใกล้ชิดกับปัญหาของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน ก็อาจทำให้ผู้ถูกลงโทษไล่ออก ที่มีอายุราชการมากๆ หรือเคยทำคุณความดีระหว่างรับราชการหลายด้าน ได้รับความเมตตาลดหย่อนโทษจาก ไล่ออก เป็น ปลดออก ก่อให้เกิดสิทธิ์การรับบำเหน็จบำนาญไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องสร้างภาระให้แก่ลูกหลานก็อาจเป็นได้
หมายเหตุ การยื่นอุทธรณ์ฯ มีข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับผู้ถูกลงโทษทางวินัยทุกระดับโทษ คือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์แล้ว หากท่านยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จะเกิดสิทธิให้ท่านนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ใน 2 ลักษณะ ดังนี้
1.สิทธิการฟ้ององค์กรพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อให้เร่งรัดพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน หรือ XX วัน (ตามประเภทของข้าราชการ)
2.สิทธิการฟ้องผู้สั่งลงโทษ เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษ
สิ่งสำคัญคือผู้ถูกลงโทษจะต้องใช้เลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ภายในกรอบระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดการพิจารณาอุทธรณ์ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว สิทธิในการนำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อ (1) ขอให้เร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ หรือ (2) ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ จะระงับสิ้นไป จนกว่าท่านได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม่แล้วเท่านั้น (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องระวังให้มาก เพราะมีผู้ปรึกษาคดีกับผู้เขียนหลายรายที่อดทนรอคอยผลอุทธรณ์มานานกว่า 3-4 ปี ครั้นปัจจุบัน ตัดสินใจว่าจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองให้รู้แล้วรู้รอด ก็หมดสิทธินำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว จำต้องรอคอยผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่มีวันรู้จบต่อไป)
หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม อย่าลังเล... ที่จะติดต่อเรา
สิทธิการยื่นอุทธรณ์
เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่ง...” ดังนั้น ข้าราชการพลเรือนที่ถูกลงโทษไล่ออกหรือโทษอื่นๆ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ใน ๒ กรณี ดังนี้
๑.กรณีถูกสั่งลงโทษทางวินัย ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ส่วนการว่ากล่าวตักเตือน หรือทัณฑ์บนเป็นหนังสือ นั้น เป็นคำสั่งทางการบริหาร ไม่ใช่โทษทางวินัย จึงไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จำต้องแยกไปดำเนินการในเรื่องของการร้องทุกข์cmo
๒. กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เพราะเหตุต่างๆ จำนวน ๖ ประการ สรุปได้ ดังนี้
(๑) เมื่อเจ็บป่วยจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ําเสมอ
(๒) เมื่อสมัครไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
(๓) เมื่อขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามในการรับราชการ
(๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
(๕) เมื่อไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ
(๖) เมื่อหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๗) เมื่อมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๘) เมื่อต้องโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑
ผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ได้กําหนดตัวผู้มีสิทธิอุทธรณ์และผู้มีอำนาจทําการแทน ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนี้
๑. ผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย
๒. ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
๓. ทายาทผู้มีสิทธิรับบําเหน็จตกทอด ของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ กรณีที่บุคคลดังกล่าว ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์
๔. ผู้รับมอบหมายจากผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยจะมอบหมายให้ ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทําการอุทธรณ์แทนได้ ด้วยเหตุจําเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
(๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้
(๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กําหนด
(๓) มีเหตุจําเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. หรือองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นสมควร
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑
สิทธิของผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
ในกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย นั้น ผู้อุทธรณ์จะมีสิทธิต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้
๑. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิถอนคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยจะมีคําวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น
๒. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคําสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
๓. กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธินำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.
หมายเหตุ การอุทธรณ์ฯ จะมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนดระยะเวลาไว้โดยเคร่งครัด ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากผู้อุทธรณ์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ทางองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ จะรับอุทธรณ์เรื่องนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ รวมทั้ง จะส่งผลให้ผู้ถูกลงโทษวินัยผู้นั้น ไม่สามารถนําคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ , พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑
ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์
หลังจากคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ฯ ไว้พิจารณาแล้ว ในท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ จะมีคำตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
ก. กรณีอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางวินัย
(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษ มีการดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
(๓) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และผู้อุทธรณ์สมควรได้รับโทษเบาลงให้มี “คําวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง” แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลดโทษต่ำกว่าโทษปลดออกไม่ได้
(๔) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทําของผู้อุทธรณ์ ไม่เป็นความผิดทางวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกโทษ”
(๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคําสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีคําวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ข. กรณีอุทธรณ์คําสั่งให้ออกจากราชการ
(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่ กรณีแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์”
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑
แสดงความคิดเห็น