การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คืออะไร
สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมะ หรือการทำสมาธิก่อนการเขียนอุทธรณ์ฯ แต่การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ มันจะทำให้เราใจเย็นขึ้น สงบขึ้น รวมทั้งสามารถมองเห็นปัญหาในการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ได้ชัดเจนขึ้น ที่สำคัญ การหายใจทำให้เรารู้ว่า เรายังอยู่ และยังต้องสู้เรื่องเพิกถอนคำสั่งไล่ออก... เพื่อครอบครัว

- เงินเดือน ที่เคยช่วยเหลือบุตรหลานและพ่อแม่ จะหายไป
- เงินบำเหน็จบำนาญ ที่เป็นหลักประกันในอนาคต ว่าตัวเราจะไม่เป็นภาระใคร จะไม่มีเหลือ
- สิทธิรักษาพยาบาล ที่เป็นหลักประกันชีวิตในยามชรา จะกลายเป็นเพียงอดีต
“การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” คือ การร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัย เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ทำการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่
รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
- ชื่อ/ตำแหน่ง และสังกัดของผู้อุทธรณ์ฯ รวมทั้ง ที่อยู่ในการติดต่อเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์
- คำสั่งที่เป็นสาเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่ท่านรับทราบคำสั่ง
- ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ
- คำขอของผู้อุทธรณ์
- ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง
- ส่วนแรก คือการเขียนคำโต้แย้ง ในเนื้อหาว่าท่านไม่ได้กระทำผิดหรือไม่มีเจตนากระทำผิด หรือไม่ได้กระทำผิดถึงขั้นวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกลงโทษอย่างไร ทั้งนี้ วินัย.com ขอเรียนว่า การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นศาลนั้น ถือว่าเป็นการต่อสู้ในหลักวิชากฎหมาย ดังนั้น บรรดานิติกรหรือองค์คณะที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมักจะใช้หลักองค์ประกอบความผิดเป็นเครื่องคัดกรองคำอุทธรณ์ฯ หรือคำฟ้องต่างๆ ฉะนั้น ผู้อุทธรณ์จึงต้องพยายามเขียนเนื้อหาคำอุทธรณ์ฯ ด้วยการให้เหตุผลโต้แย้งตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ท่านถูกลงโทษ เพื่อป้องกันมิให้คำอุทธรณ์ของท่านถูกอ่านแบบผ่านๆ เพียงรอบเดียว และถูกตีตกไปโดยง่าย
- ส่วนที่สอง คือการเขียนคำโต้แย้ง กลุ่มข้อความอันเป็นคำวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้สอบสวน/ไต่สวน ตามที่ปรากฏในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ว่า มีความบกพร่อง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรือหลักการรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร
เคล็ดลับการอุทธรณ์คำสั่งไล่ออก ฐานทุจริต


การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย
Tips: การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
(ตัวอย่าง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย)
O คําอุทธรณ์ ที่อยู่ ............
วันที่..........
เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (คำสั่งไล่ออก)
เรียน ประธาน ก.พ.ค.
สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.สำเนาบัตรประชาชน
๒.สำเนาคำสั่งลงโทษ
๓.คำอุทธรณ์ฯ และพยานหลักฐานสนับสนุนคำอุทธรณ์ จำนวน .... แผ่น
ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว)......... (เดิม) รับราชการตําแหน่ง สังกัด กรม/หน่วยงาน........ กระทรวง .......... มีความประสงค์ขออุทธรณ์คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ (หรือ ระบุโทษอื่นๆ เช่น ไล่ออก/ปลดออก/ลดเงินเดือน/ตัดเงินเดือน/ภาคทัณฑ์) ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีการทุจริตในโครงการขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยวิธีพิเศษ ตามคําสั่งกรมแก้ไขภัยแล้ง ที่ ๒๒๖๒/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘ โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้ออุทธรณ์ ดังนี้ ............. (ให้ระบุวันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ เพื่อให้องค์กรอุทธรณ์ ทราบว่าท่านได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้ระบุการกระทําทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ฯ โดยการเขียนเหตุผลทางกฎหมายต่างๆ เพื่อไปหักล้างกระบวนการสอบสวนและการสั่งลงโทษ ( อย่าลืมว่า.. รายงานสอบสวน/ไต่สวน มันก็มีความชอบด้วยกฎหมายในระดับหนึ่งแล้ว ทางหน่วยงาน จึงใช้เป็นเหตุผลในการสั่งลงโทษกับท่านได้ ดังนั้น การเขียนเหตุผลทางกฎหมายในคำอุทธรณ์ฯ เพื่อไปหักล้างกระบวนการสอบสวนและการสั่งลงโทษ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนคำวิงวอนต่างๆ ให้ท่านเขียนแยกไว้ตอนท้ายของคำอุทธรณ์ฯ หรือ ใช้เสริมเป็นย่อหน้าใหม่ท้ายเหตุผลทางกฎหมายในจุดที่ต้องการขอความเมตตาเป็นพิเศษ ) ทั้งนี้ ท่านควรเขียนไล่เรียงตั้งแต่ 1. ประเด็นการกระทำที่ผิดกฎสอบสวนหรือกฎเกณฑ์การสั่งลงโทษ ตามตัวอย่างข้างต้น (หากตรวจพบ) เพราะองค์กรอุทธรณ์ มักจะตรวจดูเรื่องรูปแบบและความชอบ ด้วยกฎกติกาของการสั่งลงโทษเป็นประเด็นแรกก่อน และ 2. ประเด็นผู้อุทธรณ์ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกลงโทษ จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ 3. ประเด็นระดับโทษที่สั่งลงโทษไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ได้เห็นว่าท่านถูกลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง )
ส่วนย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นคำขอ ก็อาจใช้ข้อความว่า... จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ที่ผู้อุทธรณ์ได้นำเรียนข้างต้น ขอได้โปรดมีคำวินัยฉัย ...... (ให้ระบุคำขอ หรือความต้องการของผู้อุทธรณ์ ตัวอย่างเช่น ให้เพิกถอนคำสั่งกรม ... ที่ ...... ลงวันที่ ... ซึ่งสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ , ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษปลดออก (เพื่อรักษาเงินบำเหน็จบำนาญ) หรือ ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษใดๆ ในระดับโทษวินัยไม่ร้ายแรง หรือในระดับที่ต่ำกว่าโทษไล่ออก เป็นต้น )
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
หมายเหตุ
๑. กําหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ฯ ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนดเวลา
๓๐ วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่งลงโทษ รวมทั้ง
ให้หลีกเลี่ยงการทำคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติม เพราะอาจถูกคัดค้านจากผู้สั่งลงโทษว่าคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติมนั้น
เป็นคำอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ห้ามมิให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์รับไว้พิจารณา
๒. ก่อนลงมือเขียนอุทธรณ์ฯ ให้ผู้อุทธรณ์ตรวจสอบกฎเกณฑ์การอุทธรณ์ของหน่วยงานของท่านก่อนว่ามีข้อจำกัดเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยอุทธรณ์ฯ อย่างไร ตัวอย่างเช่น ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด XX เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อ ๒๐ กำหนดว่า "การพิจารณาอุทธรณ์ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาจากสำนวนการสืบสวนและสำนวนการดำเนินการทางวินัย เว้นแต่กรณีที่จำเป็นอาจขอเอกสารจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้ (ให้ผู้อุทธรณ์พยายาม Apply วิธีการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ดีของตนเองด้วยนะครับ อย่าฝากความหวังไว้กับสำนวนสอบสวนแต่เพียงอย่างเดียว)
๓. หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
ต้องใช้ถ้อยคําสุภาพ และประกอบด้วยสาระสำคัญ ๕ ส่วน ดังนี้ (๑) ชื่อ ตําแหน่ง
สังกัด และที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๒) คําสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์
และวันที่รับทราบคําสั่ง (๓)
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษ (๔)
คําขอของผู้อุทธรณ์ (๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
๔. สถานที่ยื่นอุทธรณ์ กรณีข้าราชการพลเรือน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ๒ วิธี ดังนี้ ๑.ยื่นต่อพนักงานรับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ๒.ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ส่วนข้าราชการท้องถิ่น หรือข้าราชการประเภทอื่นให้ปฏิบัติตามกฎอุทธรณ์ของข้าราชการแต่ละประเภท
๕. หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค. หรือตามกฎเกณฑ์ของข้าราชการแต่ละประเภท
๖.การจะชนะคดีฐานทุจริต ไม่ใช่แค่การเขียนขอความเมตตา แต่มันคือการเขียนคำโน้มน้าวด้วยพยานหลักฐาน และข้อพิสูจน์ว่า "การกระทำของท่านไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานทุจริต ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้"
นอกจากนี้ สำนวนคดีทุจริตส่วนใหญ่ ทางผู้สอบสวนมักร้อยเรียง "ข้อพิรุธ" หรือ "การกระทำที่ข้ามขั้นตอนเล็กน้อยๆ" ให้กลายเป็นข้อบ่งชี้เรื่อง "เจตนาทุจริต" ของผู้ถูกลงโทษ ดังนั้น ท่านจึงต้องเขียนคำอุทธรณ์ฯ โดยการให้เหตุผลเพื่อรื้อตรรกะเหล่านั้น และแทนที่ด้วยข้อเท็จจริงที่หักล้างเหตุผลของการสั่งลงโทษให้ได้
ข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฯ


ความคิดเห็น
เรื่อง ศักดิ์ศรีที่หล่นหายของข้าราชการวัยเกษียณ : เปลี่ยนโทษไล่ออกเป็นปลดออก ในคดีทุจริตที่ผู้ถูกกล่าวหาซัดทอดกันเอง
[1: ค่ำคืนที่มืดมิด]
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนที่ฝนพรำ ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ "พี่ณี" ลูกค้าวัย 60 ปี ที่ผมเพิ่งรับทำเรื่องอุทธรณ์ลงโทษวินัยเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมกดรับสายด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำพูด... มีเพียงเสียงสะอื้นไห้อย่างหนัก ราวกับทำนบน้ำตาได้พังทลายหมดสิ้นแล้ว
“คุณแจ็ค… พี่ไม่ไหวแล้ว พี่ไม่อยากอยู่แล้ว... ทุกอย่างมันมืดมิดไปหมด”
เจ้าของเสียงคือ พี่ณีเป็นอดีตข้าราชการหญิงผู้ครองตนอยู่ในระเบียบวินัยมาเกือบ 30 ปี เธอคือเสาหลักของบ้านที่ต้องดูแลทั้งลูกและหลาน แต่ในวัยที่เธอควรจะได้เกษียณอายุราชการอย่างมีเกียรติ พร้อมเงินบำนาญไว้ดูแลตัวเองในยามชรา เธอกลับถูกมรสุมลูกใหญ่พัดถล่มจนชีวิตพังทลาย จากคำสั่ง ‘ไล่ออก’ ฐานร่วมทุจริตกับผู้บังคับบัญชา
[2: ศักดิ์ศรีที่หล่นหาย]
กระบวนการอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในวันสองวัน มันคือการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลา และการรอคอยที่กัดกินใจ ในขณะที่ผมกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อร่างคำอุทธรณ์ฯ ชีวิตของพี่ณีก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างที่ผมคาดไม่ถึง
เพราะรายได้ที่เคยมีต้องหยุดชะงัก แต่ภาระหนี้สินไม่ได้หยุดตาม ทั้งค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทุกอย่างกำลังจะถูกยึด ดังนั้นเพื่อประคองชีวิตและรักษา ‘บ้าน’ ไว้ ผู้หญิงวัย 60 ปีที่เคยนั่งทำงานในห้องแอร์ ตัดสินใจหยิบชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ออกไปสมัครเป็น ‘พนักงานทำความสะอาด’ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
“คุณแจ็ครู้ไหม เวลาพี่จับไม้กวาด พี่ต้องก้มหน้าให้ต่ำที่สุด พี่กลัวเหลือเกินว่าจะเจอเพื่อนร่วมงานเก่าๆ กลัวเขาจะเห็นพี่ในสภาพนี้ พี่ต้องแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำที่พี่เพิ่งล้างเสร็จ เพราะพี่ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา พี่อายเหลือเกิน”
[3: การต่อสู้ในหน้ากระดาษ]
ผมใช้เวลาหลายวันจมอยู่กับกองสำนวนสอบสวนนับพันหน้า เพราะมันเป็นคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาซัดทอดกันเอง จึงต้องอ่านเพื่อหาความจริงจากเอกสารทั้งหมดด้วยตนเอง ผมไม่ได้อ่านมันเพียงเพื่อหาช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ผมอ่านมันด้วยจิตใจที่ห่วงใยและอยากช่วยเหลือ ผมพบข้อพิรุธในกระบวนการสอบสวนที่ละเลยข้อเท็จจริงที่สำคัญบางประการ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าความผิดของพี่ณีนั้น ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นที่หน่วยงานจะต้องประหารจากชีวิตราชการด้วยการไล่ออก
ผมร่างคำอุทธรณ์ฉบับนั้น ด้วยความปราณีต บรรจงเรียงร้อยข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลปกครอง และดุลพินิจที่ควรจะเป็น ทุกบรรทัดถูกกลั่นกรองออกมาเพื่อพิสูจน์ว่า แม้คดีนี้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ก็มีข้อบ่งชี้บางประการที่ชี้ให้เห็นว่าพี่ณีไม่ได้สมัครใจร่วมกระทำความผิด ดังนั้น ความดีงามของพี่ณี ตลอดทั้ง 30 ปี จึงไม่ควรถูกตอบแทนด้วยการไล่ออก
[4: วินาทีที่ปาฏิหาริย์มีจริง]
จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง โทรศัพท์ของผมดังขึ้น และปรากฏชื่อ ‘พี่ณี’ ทันทีที่กดรับ ผมได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่ดังกว่าคืนแรกหลายเท่าตัว แต่มันไม่ใช่เสียงของความสิ้นหวัง แต่มันคือเสียงของการปลดปล่อย
“คุณแจ็ค… พี่ได้รับจดหมายแจ้งผลอุทธรณ์แล้ว เธอพูดไปสะอื้นไป ผลอุทธรณ์บอกว่า ให้ลดโทษจากไล่ออก เป็นปลดออก… พี่ได้บำนาญคืนแล้วใช่ไหม? พี่ไม่ต้องไปกวาดพื้นแล้วใช่ไหมคะ?”
คำว่า ‘ปลดออก’ แม้จะเป็นคำสั่งลงโทษเหมือนกัน แต่มันมีความหมายต่างกันราวฟ้ากับเหวในเชิงกฎหมาย เพราะการถูกปลดออกมีผลให้ข้าราชการคนนั้นมีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามกฎหมาย ซึ่งมันคือเงินที่จะช่วยให้พี่ณีรักษาบ้านหลังนั้นไว้ได้ และมีเงินรักษาโรคซึมเศร้าที่รุมเร้าอยู่ และที่สำคัญที่สุด คือการได้ ‘หัวใจ’ และ ‘ศักดิ์ศรี’ ของพี่ณีกลับคืนมา
[5.ชีวิตใหม่ในวัย 60]
ทุกวันนี้ ผมมักจะได้รับข้อความและรูปภาพจากพี่ณีอยู่เสมอ มันไม่ใช่รูปภาพการก้มหน้าถือไม้กวาดอีกต่อไป แต่มันเป็นภาพพี่ณีกำลังรดน้ำต้นไม้ในบ้านหลังเดิม รูปที่พี่ณีไปหาหมอด้วยรอยยิ้ม และรูปที่พี่ณีไปพักผ่อนกับครอบครัวอย่างมีความสุข
พี่ณีบอกผมในข้อความสุดท้ายว่า “ตอนถูกไล่ออก พี่มืดแปดด้าน ไม่รู้จะให้ใครเขียนอุทธรณ์ให้ เป็นบุญของพี่ ที่จิ้มใน google แล้วเจอน้อง ชีวิตพี่ตอนนี้ไม่เป็นทุกข์แล้วค่ะ”
หมายเหตุ คดีของพี่ณี ที่ผู้เขียนนำมาดัดแปลงเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ ถือเป็นคดีที่ยากมากเพราะนอกจากในชั้นสอบสวน ตัวพี่ณีจะทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาขัดแย้งกับถ้อยคำของตนเองที่ให้ไว้กับผู้สอบสวนก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว คดีนี้ยังปรากฏตามสำนวนสอบสวนอีกว่า บรรดาผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต่างทำคำชี้แจงซัดทอดกันเอง โดยฝ่ายผู้บังคับบัญชาก็อ้างว่าทำตามหลักฐานเท็จที่พี่ณีและผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอมา ส่วนฝ่ายพี่ณีก็อ้างว่าทำตามหลักฐานเท็จที่ผู้บังคับบัญชานำมาหลอกพี่ณีและเพื่อน
และที่ยากที่สุดก็คือ คดีนี้ พี่ณีกับเพื่อน มาหาผู้เขียนให้ช่วยดูเรื่องวินัยในระหว่างที่พี่ณีประกันตัวออกมาต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกพี่ณีกับเพื่อนไปแล้ว ดังนั้น เหตุผลอันเป็นขออ้างหรือจุดขายในการอุทธรณ์ขอลดหย่อนโทษทางวินัยจึงแทบไม่มี การวางแผนเขียนอุทธรณ์ฯ ขอลดหย่อนโทษทางวินัยในกรณีของพี่ณี ซึ่งเป็นกรณีที่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาให้การซัดทอดกันเอง และถูกพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จึงต้องอ่านเอกสารทั้งหมดในสำนวนและเริ่มคลำหาข้อบ่งชี้ที่ดีจากพยานคนกลางผู้ไม่มีส่วนได้เสียในคดี และต่อยอดพยานหลักฐานไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดพี่ณีกับเพื่อนก็ประสบความสำเร็จได้รับการลดหย่อนโทษเป็นปลดออกตามเรื่องราวข้างต้น ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องราวของท่านจะมีผลคดีอาญาเป็นอย่างไร หรือจะเคยทำคำชี้แจงขัดแย้งกันเองหรือไม่ ก็อย่าท้อนะครับ หากวันนี้.. เวทีอุทธรณ์ฯ ยังเปิดกว้าง รอรับคำอุทธรณ์ของท่านอยู่ เพราะถ้าเราเขียนคำอุทธรณ์เอง อยากมากเราก็เสียแค่กระดาษ แต่ถ้าจะไปจ้างเค้าเขียนอุทธรณ์ฯ ก็เชื่อว่าค่าจ้างแต่ละแห่งก็น่าจะมีสนนราคาอยู่ในช่วงหนึ่งหรือสองเดือนของอัตราเงินเดือนที่ท่านเคยได้รับ ไม่น่าจะเกินนี้นะครับ
คำแนะนำฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกลงโทษไล่ออก
ปกติก่อนการใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ตามกระบวนการภายในของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน
เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษจากการชี้มูลความผิดของ ปปช.ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้สิทธิ์ผู้ถูกลงโทษสามารถเลือกนำคดีไปฟ้องศาลปกครองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นอุทธรณ์ฯ ตามขั้นตอนปกติ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า.. เนื้อผ้าในรายงานไต่สวน จะเหมาะสมกับการไปยื่นฟ้องศาลปกครองทุกคน ส่วนใหญ่ผู้ถูกไล่ออกจากการชี้มูลความผิดที่มาปรึกษากับผู้เขียน มักจะเน้นเรื่องการฟ้องศาลปกครอง และการยื่นขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว โดยมักมองข้ามการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ เพราะเห็นว่าการอุทธรณ์ฯ ในเรื่องดังกล่าว ไม่อาจช่วยให้กลับเข้าไปทำงานชั่วคราวในระหว่างที่มีการพิจารณาอุทธรณ์ได้
ทั้งนี้ ผู้เขียน ขอเรียนว่าการตัดสินใจเลือก ระหว่าง “การยื่นอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษก่อน แล้วจึงไปฟ้องศาลปกครอง” กับ “การยื่นฟ้องศาลปกครอง โดยไม่อุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ” นั้น ท่านอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะคำกล่าวอ้างที่ว่า “ผู้ถูกลงโทษสามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว ได้พร้อมกับการยื่นคำฟ้องศาลปกครอง” เพราะมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
เนื่องจาก แม้ท่านจะมีสิทธิ์ยื่นคำฟ้องฯ และคำขอทุเลาฯ ได้พร้อมกันตามคำกล่าวอ้างก็ตาม แต่การจะให้ศาลฯ ออกคำสั่งคุ้มครองให้ท่านกลับเข้าทำงานชั่วคราวก็มิใช่เรื่องง่าย ลูกค้าของเว็บวินัยฯ รายที่ศาลท่านเมตตาออกคำสั่งคุ้มครองให้กลับเข้าทำงานชั่วคราวนั้น นอกจากจะต้องพยายามเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขการสั่งคุ้มครองทั้งสามประการตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 72 แล้ว การตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งคุ้มครองฯ หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลในแต่ละแห่งอีกด้วย
ดังนั้น ท่านจึงควรใช้เนื้อผ้าในรายงานสอบสวน/ไต่สวน เป็นเครื่องตัดสินใจ ว่าจะยื่นอุทธรณ์ก่อน หรือ จะไปฟ้องศาลปกครองเลย อย่าให้ความรู้สึกผูกพันกับตำแหน่งหน้าที่การงาน มาบดบังใจจนมองข้ามข้อดีของการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งการเลือกเดินทางอ้อมไปอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษกับคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรและใกล้ชิดกับปัญหาของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน ก็อาจทำให้ผู้ถูกลงโทษไล่ออก ที่มีอายุราชการมากๆ หรือเคยทำคุณความดีระหว่างรับราชการหลายด้าน ได้รับความเมตตาลดหย่อนโทษจาก ไล่ออก เป็น ปลดออก ก่อให้เกิดสิทธิ์การรับบำเหน็จบำนาญไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องสร้างภาระให้แก่ลูกหลานก็อาจเป็นได้
หมายเหตุ การยื่นอุทธรณ์ฯ มีข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับผู้ถูกลงโทษทางวินัยทุกระดับโทษ คือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์แล้ว หากท่านยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จะเกิดสิทธิให้ท่านนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ใน 2 ลักษณะ ดังนี้
1.สิทธิการฟ้ององค์กรพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อให้เร่งรัดพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน หรือ XX วัน (ตามประเภทของข้าราชการ)
2.สิทธิการฟ้องผู้สั่งลงโทษ เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษ
สิ่งสำคัญคือผู้ถูกลงโทษจะต้องใช้เลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ภายในกรอบระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดการพิจารณาอุทธรณ์ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว สิทธิในการนำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อ (1) ขอให้เร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ หรือ (2) ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ จะระงับสิ้นไป จนกว่าท่านได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม่แล้วเท่านั้น (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องระวังให้มาก เพราะมีผู้ปรึกษาคดีกับผู้เขียนหลายรายที่อดทนรอคอยผลอุทธรณ์มานานกว่า 3-4 ปี ครั้นปัจจุบัน ตัดสินใจว่าจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองให้รู้แล้วรู้รอด ก็หมดสิทธินำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว จำต้องรอคอยผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่มีวันรู้จบต่อไป)
หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม อย่าลังเล... ที่จะติดต่อเรา
สิทธิการยื่นอุทธรณ์
เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่ง...” ดังนั้น ข้าราชการพลเรือนที่ถูกลงโทษไล่ออกหรือโทษอื่นๆ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ใน ๒ กรณี ดังนี้
๑.กรณีถูกสั่งลงโทษทางวินัย ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ส่วนการว่ากล่าวตักเตือน หรือทัณฑ์บนเป็นหนังสือ นั้น เป็นคำสั่งทางการบริหาร ไม่ใช่โทษทางวินัย จึงไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จำต้องแยกไปดำเนินการในเรื่องของการร้องทุกข์cmo
๒. กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เพราะเหตุต่างๆ จำนวน ๖ ประการ สรุปได้ ดังนี้
(๑) เมื่อเจ็บป่วยจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ําเสมอ
(๒) เมื่อสมัครไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
(๓) เมื่อขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามในการรับราชการ
(๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
(๕) เมื่อไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ
(๖) เมื่อหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๗) เมื่อมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๘) เมื่อต้องโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑
ผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ได้กําหนดตัวผู้มีสิทธิอุทธรณ์และผู้มีอำนาจทําการแทน ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนี้
๑. ผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย
๒. ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
๓. ทายาทผู้มีสิทธิรับบําเหน็จตกทอด ของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ กรณีที่บุคคลดังกล่าว ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์
๔. ผู้รับมอบหมายจากผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยจะมอบหมายให้ ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทําการอุทธรณ์แทนได้ ด้วยเหตุจําเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
(๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้
(๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กําหนด
(๓) มีเหตุจําเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. หรือองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นสมควร
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑
สิทธิของผู้อุทธรณ์
ในกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย นั้น ผู้อุทธรณ์จะมีสิทธิต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้
๑. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิถอนคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยจะมีคําวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น
๒. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคําสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
๓. กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธินำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.
หมายเหตุ การอุทธรณ์ฯ จะมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนดระยะเวลาไว้โดยเคร่งครัด ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากผู้อุทธรณ์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ทางองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ จะรับอุทธรณ์เรื่องนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ รวมทั้ง จะส่งผลให้ผู้ถูกลงโทษวินัยผู้นั้น ไม่สามารถนําคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ , พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑
ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์
หลังจากคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ฯ ไว้พิจารณาแล้ว ในท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ จะมีคำตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
ก. กรณีอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางวินัย
(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษ มีการดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
(๓) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และผู้อุทธรณ์สมควรได้รับโทษเบาลงให้มี “คําวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง” แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลดโทษต่ำกว่าโทษปลดออกไม่ได้
(๔) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทําของผู้อุทธรณ์ ไม่เป็นความผิดทางวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกโทษ”
(๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคําสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีคําวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม
ข. กรณีอุทธรณ์คําสั่งให้ออกจากราชการ
(๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่ กรณีแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์”
(๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑