การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย อุทธรณ์คำสั่งไล่ออก

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คืออะไร

ก่อนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรือการเขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ขอให้ผู้อุทธรณ์ทุกท่าน หายใจเข้าลึกๆ  และถอนหายใจออกมายาวๆ  เมื่อจะเริ่มลงมือเขียน “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย”

สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมะ หรือการทำสมาธิก่อนการเขียนอุทธรณ์ฯ แต่การหายใจเข้าลึกๆ และถอนหายใจออกมายาวๆ มันจะทำให้เราใจเย็นขึ้น สงบขึ้น รวมทั้งสามารถมองเห็นปัญหาในการ “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ได้ชัดเจนขึ้น
ที่สำคัญ การหายใจทำให้เรารู้ว่า เรายังอยู่ และยังต้องสู้เรื่องเพิกถอนคำสั่งไล่ออก... เพื่อครอบครัว   

คำสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออก , ผลงานของทนายความคดีวินัยข้าราชการ

    เพราะคำสั่งไล่ออกนั้น  มันไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตราชการของผู้อุทธรณ์ แต่มันยังส่งผลไปยังคนในครอบครัวที่ท่านรัก
  • เงินเดือน ที่เคยช่วยเหลือบุตรหลานและพ่อแม่ จะหายไป
  • เงินบำเหน็จบำนาญ ที่เป็นหลักประกันในอนาคต ว่าตัวเราจะไม่เป็นภาระใคร จะไม่มีเหลือ
  • สิทธิรักษาพยาบาล ที่เป็นหลักประกันชีวิตในยามชรา จะกลายเป็นเพียงอดีต
 วินัย.ดอทคอม เข้าใจทุกความเจ็บปวด  และเชื่อว่าการยื่นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย คือเครื่องยืนยันว่าท่านจะไม่ยอมแพ้ และพร้อมจะสู้ให้เต็มที่เพื่อครอบครัวที่ท่านรัก ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย   ผู้อุทธรณ์ฯ จึงควรทราบก่อนว่าการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคืออะไร รูปแบบของการอุทธรณ์ฯ เป็นอย่างไร รวมทั้ง มีขั้นตอนและหลักการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยเช่นไร ดังนี้ 

“การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” คือ การร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ถูกลงโทษทางวินัย เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ทำการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่ 

รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย


    ส่วนใหญ่รูปแบบการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ครู , อบต , เทศบาล หรือพนักงานราชการ ก็มักมีรูปแบบการอุทธรณ์ฯ คล้ายกับข้าราชการพลเรือน ดังนั้น รูปแบบการอุทธรณ์ ที่วินัยดอทคอม จะกล่าวในที่นี้ จึงเป็นการให้ความเห็นตามหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของข้าราชการพลเรือน ตาม กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์ฯ พ.ศ.2551 ข้อ 27  ซึ่งกำหนดว่าการอุทธรณ์ฯ จะต้องทำเป็น “หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” ยื่นต่อ  ประธาน ก.พ.ค. โดยใช้ถ้อยคำสุภาพ และมีสาระสำคัญ ดังนี้
  1. ชื่อ/ตำแหน่ง และสังกัดของผู้อุทธรณ์ฯ  รวมทั้ง ที่อยู่ในการติดต่อเกี่ยวกับเรื่องอุทธรณ์
  2. คำสั่งที่เป็นสาเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่ท่านรับทราบคำสั่ง
  3. ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ผู้อุทธรณ์ประสงค์ยกเป็นข้อคัดค้านคำสั่งลงโทษ
  4. คำขอของผู้อุทธรณ์
  5. ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์
 โดยส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย ก็คือส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนเนื้อหาคดี ที่ผู้อุทธรณ์จะต้องให้เหตุผลทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อโต้แย้ง-หักล้าง คำวินิจฉัยของผู้สอบสวน/ไต่สวน ในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ที่ระบุว่าท่านเป็นผู้กระทำความผิด   

การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง


เพราะประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ ดังนั้น คุณความดี  และความสุจริตใจของผู้แพ้ (ผู้ถูกลงโทษ) จึงอาจไม่มีการบันทึกไว้สำนวนการสอบสวน  

ฉะนั้น เพื่อเป็นการดึงรูปคดีให้มีน้ำหนักเอนเอียงมาทางผู้อุทธรณ์บ้าง ท่านจึงควรแบ่งการเขียนอุทธรณ์ฯ ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 
  • ส่วนแรก คือการเขียนคำโต้แย้ง ในเนื้อหาว่าท่านไม่ได้กระทำผิดหรือไม่มีเจตนากระทำผิด หรือไม่ได้กระทำผิดถึงขั้นวินัยอย่างร้ายแรงตามที่ถูกลงโทษอย่างไร ทั้งนี้ วินัย.com ขอเรียนว่า การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นศาลนั้น ถือว่าเป็นการต่อสู้ในหลักวิชากฎหมาย ดังนั้น บรรดานิติกรหรือองค์คณะที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมักจะใช้หลักองค์ประกอบความผิดเป็นเครื่องคัดกรองคำอุทธรณ์ฯ หรือคำฟ้องต่างๆ ฉะนั้น ผู้อุทธรณ์จึงต้องพยายามเขียนเนื้อหาคำอุทธรณ์ฯ ด้วยการให้เหตุผลโต้แย้งตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ท่านถูกลงโทษ เพื่อป้องกันมิให้คำอุทธรณ์ของท่านถูกอ่านแบบผ่านๆ เพียงรอบเดียว และถูกตีตกไปโดยง่าย 
  • ส่วนที่สอง คือการเขียนคำโต้แย้ง กลุ่มข้อความอันเป็นคำวินิจฉัยหรือความเห็นของผู้สอบสวน/ไต่สวน ตามที่ปรากฏในรายงานสอบสวน/ไต่สวน ว่า มีความบกพร่อง ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หรือหลักการรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร 
แต่สิ่งที่เว็บวินัยเป็นห่วง ก็คือการไล่เนื้อหาในสำนวนสอบสวน/ไต่สวน เพื่อค้นหาข้อบกพร่องทางคดี เพราะมันเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ ในการไล่ตรวจสำนวนฯ ว่ามีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่ใด เพื่อจะได้นำมาเขียนเป็นคำโต้แย้งให้ถูกจุด เพราะการอุทธรณ์ฯ นั้น หากท่านโต้แย้งโดนจุดตายของสำนวนก็อาจมีผลให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ แต่ถ้าโต้แย้งผิดจุด ก็อาจสร้างแค่แผลถลอก ซึ่งอาจมีผลเพียงการแก้ไขข้อความในคำสั่งลงโทษ โดยที่ผู้อุทธรณ์ยังต้องรับโทษตามเดิม

เคล็ดลับการอุทธรณ์คำสั่งไล่ออก ฐานทุจริต

    1.ให้ผู้อุทธรณ์รวมรวบพยานหลักฐานและเขียนเหตุผลเพื่อหนีจากฐานทุจริตให้ได้ก่อน เพราะถ้าท่านเขียนหนีจากฐานทุจริตไม่ได้ คำอุทธรณ์ฯ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะโทษฐานทุจริตตามมติ ครม.คือการไล่ออกสถานเดียว ไม่อาจเขียนเฉพาะคำวิงวอนหรือส่งคุณความดีต่างๆ ไปขอลดหย่อนโทษใดๆ ได้
     2.หากท่านเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานเพื่อหนีจากฐานทุจริตได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว  ก็จะเหลือการเขียนแก้ในฐานไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งมักถูกใช้ลงโทษคู่กับฐานทุจริต หรือเขียนแก้ในฐานความผิดอื่น ที่ถูกลงโทษคู่กับฐานทุจริต    
    กับทั้ง ให้ผู้อุทธรณ์แสดงพยานหลักฐานและเขียนแก้ว่าการกระทำของท่านไม่ได้ทำให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรงอย่างไร ตัวอย่างเช่น การแสดงผลสอบละเมิดที่มีคำวินิจฉัยว่าท่านไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ทางราชการ  เพื่อโน้มน้าวให้องค์กรพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์ของท่าน นอกจากจะไม่อยู่ในองค์ประกอบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ทางราชการแต่อย่างใด จากนั้น ให้เขียนคำขอให้องค์กรพิจารณาอุทธรณ์ฯ วินิจฉัยปรับลดโทษเป็นโทษวินัยไม่ร้ายแรง หรือ ลดโทษไล่ออก เป็นปลดออก เพื่อให้ท่านที่มีอายุราชการมากๆ ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามสิทธิ์ เป็นต้น

คำสั่งลดโทษทางวินัย ฐานทุจริต จากไล่ออก เป็นปลดออก  , ผลงานของทนายความคดีวินัยข้าราชการ

คำสั่งลดโทษทางวินัย ฐานทุจริต จากไล่ออก เป็นปลดออก , ผลงานของทนายความคดีวินัยข้าราชการ2

    การเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย

        การอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมาย ถือเป็นโจทย์ที่ง่ายที่สุดของการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เนื่องจากข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน ได้รวบรวมไว้ในสำนวนฯ นั้น มันหยุดนิ่งและยุติลงแล้ว

         ดังนั้น  หากผู้อุทธรณ์ตรวจพบว่าในสำนวนสอบสวน มีเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงใด ที่ผู้สอบสวนปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหรือ ระเบียบฉบับใด ท่านก็สามารถนำเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงนั้น มาเขียนเป็นข้อโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายได้เลย ตัวอย่างเช่น การเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย กรณีท่านตรวจพบว่าบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาฯ ที่ผู้สอบสวนนำมาแจ้งกับผู้อุทธรณ์ ขณะที่ท่านยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า "ผู้สอบสวนไม่ได้สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ" โดยกลุ่มข้อความที่ขีดเส้นใต้ไว้ข้างต้น ก็คือ "ข้อเท็จจริง" ของการกระทำที่ผิดกฎสอบสวน และเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติลงแล้วตาม "พยานเอกสาร" ซึ่งก็คือ “บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา” 

        ส่วนวิธีการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ก็ให้ท่านนำ "ข้อเท็จจริง" ของการกระทำที่ผิดกฎสอบสวนนั้น มาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย ซึ่งในที่นี้ก็คือ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 จากนั้น ก็ไปเขียนบรรยายเป็นข้อโต้แย้ง ตาม "ตัวอย่าง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย" (คำสั่งไล่ออก) ท้ายนี้  

      ผู้อุทธรณ์ ขออุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จากกรณีที่กระบวนการดำเนินการทางวินัย กับผู้อุทธรณ์ ในขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ได้ปรากฏการกระทำที่ผิด กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 เพราะผู้สอบสวนมิได้ทำการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้อุทธรณ์ได้รับทราบ ฯลฯ ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด มีผลให้คำสั่งกรม / กระทรวง ….. ที่สั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่มิชอบด้วยหลักเกณฑ์การสอบสวนข้างต้น จึงมิชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย .."

    พยานหลักฐานที่สนับสนุนการอุทธรณ์ฯ ประเด็นข้างต้น
        1.บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา (แบบ ดว.5) ตามเอกสารหมายเลข..     
        2.กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 ตามเอกสารหมายเลข.... 

    Tips: การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

       สรุป การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยคือ การร้องขอให้มีการพิจารณาหรือทบทวนการลงโทษใหม่ โดยการโต้แย้งว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในกระบวนการทางวินัย ซึ่งข้อผิดพลาดดังกล่าว อาจมีได้ตั้งแต่ปัญหาในขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขั้นตอนการสอบสวน ขั้นตอนการพิจารณาความผิด และขั้นตอนการกำหนดโทษ ดังนั้น การอุทธรณ์ฯ จึงเป็นมากกว่าการหยิบยกข้อเท็จจริงของคดีมาพูดซ้ำ อย่างที่หลายท่านเข้าใจครับ

    (ตัวอย่าง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย)


    O คําอุทธรณ์                          ที่อยู่ ............

                                    วันที่..........

    เรื่อง อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย (คำสั่งไล่ออก)

    เรียน ประธาน ก.พ.ค.

    สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑.สำเนาบัตรประชาชน

                              ๒.สำเนาคำสั่งลงโทษ

                             ๓.คำอุทธรณ์ฯ และพยานหลักฐานสนับสนุนคำอุทธรณ์ จำนวน .... แผ่น

    ข้าพเจ้า (นาย/นาง/นางสาว)......... (เดิม) รับราชการตําแหน่ง สังกัด กรม/หน่วยงาน........ กระทรวง .......... มีความประสงค์ขออุทธรณ์คําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ (หรือ ระบุโทษอื่นๆ เช่น ไล่ออก/ปลดออก/ลดเงินเดือน/ตัดเงินเดือน/ภาคทัณฑ์) ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กรณีการทุจริตในโครงการขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยวิธีพิเศษ ตามคําสั่งกรมแก้ไขภัยแล้ง ที่ ๒๒๖๒/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘ โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้ออุทธรณ์ ดังนี้ ............. (ให้ระบุวันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ เพื่อให้องค์กรอุทธรณ์ ทราบว่าท่านได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้ระบุการกระทําทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ฯ โดยการเขียนเหตุผลทางกฎหมายต่างๆ เพื่อไปหักล้างกระบวนการสอบสวนและการสั่งลงโทษ ( อย่าลืมว่า.. รายงานสอบสวน/ไต่สวน มันก็มีความชอบด้วยกฎหมายในระดับหนึ่งแล้ว ทางหน่วยงาน จึงใช้เป็นเหตุผลในการสั่งลงโทษกับท่านได้ ดังนั้น การเขียนเหตุผลทางกฎหมายในคำอุทธรณ์ฯ เพื่อไปหักล้างกระบวนการสอบสวนและการสั่งลงโทษ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ส่วนคำวิงวอนต่างๆ ให้ท่านเขียนแยกไว้ตอนท้ายของคำอุทธรณ์ฯ หรือ ใช้เสริมเป็นย่อหน้าใหม่ท้ายเหตุผลทางกฎหมายในจุดที่ต้องการขอความเมตตาเป็นพิเศษ ) ทั้งนี้ ท่านควรเขียนไล่เรียงตั้งแต่ 1. ประเด็นการกระทำที่ผิดกฎสอบสวนหรือกฎเกณฑ์การสั่งลงโทษ ตามตัวอย่างข้างต้น (หากตรวจพบ) เพราะองค์กรอุทธรณ์ มักจะตรวจดูเรื่องรูปแบบและความชอบ ด้วยกฎกติกาของการสั่งลงโทษเป็นประเด็นแรกก่อน และ 2. ประเด็นผู้อุทธรณ์ไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกลงโทษ จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ 3. ประเด็นระดับโทษที่สั่งลงโทษไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ได้เห็นว่าท่านถูกลงโทษ โดยไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง )

     ส่วนย่อหน้าสุดท้าย ซึ่งเป็นคำขอ ก็อาจใช้ข้อความว่า...  จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน  ที่ผู้อุทธรณ์ได้นำเรียนข้างต้น  ขอได้โปรดมีคำวินัยฉัย ...... (ให้ระบุคำขอ หรือความต้องการของผู้อุทธรณ์ ตัวอย่างเช่น ให้เพิกถอนคำสั่งกรม ... ที่ ...... ลงวันที่ ... ซึ่งสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ , ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษปลดออก (เพื่อรักษาเงินบำเหน็จบำนาญ) หรือ ให้ลดหย่อนโทษ จากโทษไล่ออกเป็นโทษใดๆ ในระดับโทษวินัยไม่ร้ายแรง หรือในระดับที่ต่ำกว่าโทษไล่ออก เป็นต้น )

     จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา                                                              

                ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

                 (นาย/นาง/น.ส. ..........)  

    หมายเหตุ

    ๑. กําหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ฯ ผู้อุทธรณ์จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกําหนดเวลา ๓๐ วัน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่งลงโทษ รวมทั้ง ให้หลีกเลี่ยงการทำคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติม เพราะอาจถูกคัดค้านจากผู้สั่งลงโทษว่าคำอุทธรณ์ฉบับเพิ่มเติมนั้น เป็นคำอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ห้ามมิให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์รับไว้พิจารณา

    ๒. ก่อนลงมือเขียนอุทธรณ์ฯ ให้ผู้อุทธรณ์ตรวจสอบกฎเกณฑ์การอุทธรณ์ของหน่วยงานของท่านก่อนว่ามีข้อจำกัดเรื่องการรับฟังข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยอุทธรณ์ฯ อย่างไร ตัวอย่างเช่น ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด XX เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๕๘ ข้อ ๒๐ กำหนดว่า "การพิจารณาอุทธรณ์ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาจากสำนวนการสืบสวนและสำนวนการดำเนินการทางวินัย  เว้นแต่กรณีที่จำเป็นอาจขอเอกสารจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้ (ให้ผู้อุทธรณ์พยายาม Apply วิธีการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ดีของตนเองด้วยนะครับ อย่าฝากความหวังไว้กับสำนวนสอบสวนแต่เพียงอย่างเดียว)

    ๓. หนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ต้องใช้ถ้อยคําสุภาพ และประกอบด้วยสาระสำคัญ ๕ ส่วน ดังนี้ (๑) ชื่อ ตําแหน่ง สังกัด และที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๒) คําสั่งที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ และวันที่รับทราบคําสั่ง (๓) ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้อุทธรณ์ยกขึ้นเป็นข้อคัดค้านคําสั่งลงโทษ (๔) คําขอของผู้อุทธรณ์ (๕) ลายมือชื่อของผู้อุทธรณ์

    ๔. สถานที่ยื่นอุทธรณ์ กรณีข้าราชการพลเรือน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ๒ วิธี ดังนี้ ๑.ยื่นต่อพนักงานรับอุทธรณ์ที่สำนักงาน ก.พ. ๒.ส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ส่วนข้าราชการท้องถิ่น หรือข้าราชการประเภทอื่นให้ปฏิบัติตามกฎอุทธรณ์ของข้าราชการแต่ละประเภท

    ๕. หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค. หรือตามกฎเกณฑ์ของข้าราชการแต่ละประเภท 

    ๖.การจะชนะคดีฐานทุจริต ไม่ใช่แค่การเขียนขอความเมตตา แต่มันคือการเขียนคำโน้มน้าวด้วยพยานหลักฐาน และข้อพิสูจน์ว่า "การกระทำของท่านไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานทุจริต ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้"

    นอกจากนี้ สำนวนคดีทุจริตส่วนใหญ่ ทางผู้สอบสวนมักร้อยเรียง "ข้อพิรุธ" หรือ "การกระทำที่ข้ามขั้นตอนเล็กน้อยๆ"  ให้กลายเป็นข้อบ่งชี้เรื่อง "เจตนาทุจริต" ของผู้ถูกลงโทษ ดังนั้น ท่านจึงต้องเขียนคำอุทธรณ์ฯ โดยการให้เหตุผลเพื่อรื้อตรรกะเหล่านั้น และแทนที่ด้วยข้อเท็จจริงที่หักล้างเหตุผลของการสั่งลงโทษให้ได้

    ข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฯ 

     เพราะการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษฯ เป็นมากกว่าการนำข้อเท็จจริงของคดีมาเล่าซ้ำ แต่มันคือการสร้างข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่น่าเชื่อถือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลของการสั่งลงโทษ  ดังนั้น ผู้อุทธรณ์ฯ จึงอย่าท้อ.. โดยเฉพาะท่านที่ถูกประหารจากชีวิตราชการด้วยการไล่ออก ท่านต้องตระหนักว่าอาชีพข้าราชการคืออาชีพที่มีเกียรติ เมื่อวันนี้ เวทีอุทธรณ์ฯ ยังเปิดกว้างให้ท่านได้สู้ ท่านต้องสู้ เพื่อกลับคืนสู่เครื่องแบบที่สง่างาม และก้าวสู่วันเกษียณ พร้อมเงินบำเหน็จบำนาญต่อไป

    คำสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและคืนสิทธิบำนาญ , ผลงานของทนายความคดีวินัยข้าราชการ
    คำสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออกและคืนสิทธิบำนาญ , ผลงานของทนายความคดีวินัยข้าราชการ 2


    ความคิดเห็น


    เรื่อง ศักดิ์ศรีที่หล่นหายของข้าราชการวัยเกษียณ : เปลี่ยนโทษไล่ออกเป็นปลดออก ในคดีทุจริตที่ผู้ถูกกล่าวหาซัดทอดกันเอง

    [1: ค่ำคืนที่มืดมิด]
    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนที่ฝนพรำ ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ "พี่ณี" ลูกค้าวัย 60 ปี ที่ผมเพิ่งรับทำเรื่องอุทธรณ์ลงโทษวินัยเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมกดรับสายด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำพูด... มีเพียงเสียงสะอื้นไห้อย่างหนัก ราวกับทำนบน้ำตาได้พังทลายหมดสิ้นแล้ว

    “คุณแจ็ค… พี่ไม่ไหวแล้ว พี่ไม่อยากอยู่แล้ว... ทุกอย่างมันมืดมิดไปหมด”

    เจ้าของเสียงคือ พี่ณีเป็นอดีตข้าราชการหญิงผู้ครองตนอยู่ในระเบียบวินัยมาเกือบ 30 ปี เธอคือเสาหลักของบ้านที่ต้องดูแลทั้งลูกและหลาน แต่ในวัยที่เธอควรจะได้เกษียณอายุราชการอย่างมีเกียรติ พร้อมเงินบำนาญไว้ดูแลตัวเองในยามชรา เธอกลับถูกมรสุมลูกใหญ่พัดถล่มจนชีวิตพังทลาย จากคำสั่ง ‘ไล่ออก’ ฐานร่วมทุจริตกับผู้บังคับบัญชา

    [2: ศักดิ์ศรีที่หล่นหาย]
    กระบวนการอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในวันสองวัน มันคือการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลา และการรอคอยที่กัดกินใจ ในขณะที่ผมกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อร่างคำอุทธรณ์ฯ ชีวิตของพี่ณีก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างที่ผมคาดไม่ถึง

    เพราะรายได้ที่เคยมีต้องหยุดชะงัก แต่ภาระหนี้สินไม่ได้หยุดตาม ทั้งค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทุกอย่างกำลังจะถูกยึด ดังนั้นเพื่อประคองชีวิตและรักษา ‘บ้าน’ ไว้ ผู้หญิงวัย 60 ปีที่เคยนั่งทำงานในห้องแอร์ ตัดสินใจหยิบชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ออกไปสมัครเป็น ‘พนักงานทำความสะอาด’ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

    “คุณแจ็ครู้ไหม เวลาพี่จับไม้กวาด พี่ต้องก้มหน้าให้ต่ำที่สุด พี่กลัวเหลือเกินว่าจะเจอเพื่อนร่วมงานเก่าๆ กลัวเขาจะเห็นพี่ในสภาพนี้ พี่ต้องแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำที่พี่เพิ่งล้างเสร็จ เพราะพี่ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา พี่อายเหลือเกิน”

    [3: การต่อสู้ในหน้ากระดาษ]
    ผมใช้เวลาหลายวันจมอยู่กับกองสำนวนสอบสวนนับพันหน้า เพราะมันเป็นคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาซัดทอดกันเอง จึงต้องอ่านเพื่อหาความจริงจากเอกสารทั้งหมดด้วยตนเอง ผมไม่ได้อ่านมันเพียงเพื่อหาช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ผมอ่านมันด้วยจิตใจที่ห่วงใยและอยากช่วยเหลือ ผมพบข้อพิรุธในกระบวนการสอบสวนที่ละเลยข้อเท็จจริงที่สำคัญบางประการ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าความผิดของพี่ณีนั้น ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นที่หน่วยงานจะต้องประหารจากชีวิตราชการด้วยการไล่ออก

    ผมร่างคำอุทธรณ์ฉบับนั้น ด้วยความปราณีต บรรจงเรียงร้อยข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลปกครอง และดุลพินิจที่ควรจะเป็น ทุกบรรทัดถูกกลั่นกรองออกมาเพื่อพิสูจน์ว่า แม้คดีนี้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ก็มีข้อบ่งชี้บางประการที่ชี้ให้เห็นว่าพี่ณีไม่ได้สมัครใจร่วมกระทำความผิด ดังนั้น ความดีงามของพี่ณี ตลอดทั้ง 30 ปี จึงไม่ควรถูกตอบแทนด้วยการไล่ออก

    [4: วินาทีที่ปาฏิหาริย์มีจริง]
    จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง โทรศัพท์ของผมดังขึ้น และปรากฏชื่อ ‘พี่ณี’ ทันทีที่กดรับ ผมได้ยินเสียงสะอื้นไห้ที่ดังกว่าคืนแรกหลายเท่าตัว แต่มันไม่ใช่เสียงของความสิ้นหวัง แต่มันคือเสียงของการปลดปล่อย

    “คุณแจ็ค… พี่ได้รับจดหมายแจ้งผลอุทธรณ์แล้ว เธอพูดไปสะอื้นไป ผลอุทธรณ์บอกว่า ให้ลดโทษจากไล่ออก เป็นปลดออก… พี่ได้บำนาญคืนแล้วใช่ไหม? พี่ไม่ต้องไปกวาดพื้นแล้วใช่ไหมคะ?”

    คำว่า ‘ปลดออก’ แม้จะเป็นคำสั่งลงโทษเหมือนกัน แต่มันมีความหมายต่างกันราวฟ้ากับเหวในเชิงกฎหมาย เพราะการถูกปลดออกมีผลให้ข้าราชการคนนั้นมีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามกฎหมาย ซึ่งมันคือเงินที่จะช่วยให้พี่ณีรักษาบ้านหลังนั้นไว้ได้ และมีเงินรักษาโรคซึมเศร้าที่รุมเร้าอยู่ และที่สำคัญที่สุด คือการได้ ‘หัวใจ’ และ ‘ศักดิ์ศรี’ ของพี่ณีกลับคืนมา

    [5.ชีวิตใหม่ในวัย 60]
    ทุกวันนี้ ผมมักจะได้รับข้อความและรูปภาพจากพี่ณีอยู่เสมอ มันไม่ใช่รูปภาพการก้มหน้าถือไม้กวาดอีกต่อไป แต่มันเป็นภาพพี่ณีกำลังรดน้ำต้นไม้ในบ้านหลังเดิม รูปที่พี่ณีไปหาหมอด้วยรอยยิ้ม และรูปที่พี่ณีไปพักผ่อนกับครอบครัวอย่างมีความสุข

    พี่ณีบอกผมในข้อความสุดท้ายว่า “ตอนถูกไล่ออก พี่มืดแปดด้าน ไม่รู้จะให้ใครเขียนอุทธรณ์ให้ เป็นบุญของพี่ ที่จิ้มใน google แล้วเจอน้อง ชีวิตพี่ตอนนี้ไม่เป็นทุกข์แล้วค่ะ”

    หมายเหตุ คดีของพี่ณี ที่ผู้เขียนนำมาดัดแปลงเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ ถือเป็นคดีที่ยากมากเพราะนอกจากในชั้นสอบสวน ตัวพี่ณีจะทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาขัดแย้งกับถ้อยคำของตนเองที่ให้ไว้กับผู้สอบสวนก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว คดีนี้ยังปรากฏตามสำนวนสอบสวนอีกว่า บรรดาผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต่างทำคำชี้แจงซัดทอดกันเอง โดยฝ่ายผู้บังคับบัญชาก็อ้างว่าทำตามหลักฐานเท็จที่พี่ณีและผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอมา ส่วนฝ่ายพี่ณีก็อ้างว่าทำตามหลักฐานเท็จที่ผู้บังคับบัญชานำมาหลอกพี่ณีและเพื่อน

    และที่ยากที่สุดก็คือ คดีนี้ พี่ณีกับเพื่อน มาหาผู้เขียนให้ช่วยดูเรื่องวินัยในระหว่างที่พี่ณีประกันตัวออกมาต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หลังจากศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกพี่ณีกับเพื่อนไปแล้ว ดังนั้น เหตุผลอันเป็นขออ้างหรือจุดขายในการอุทธรณ์ขอลดหย่อนโทษทางวินัยจึงแทบไม่มี การวางแผนเขียนอุทธรณ์ฯ ขอลดหย่อนโทษทางวินัยในกรณีของพี่ณี ซึ่งเป็นกรณีที่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาให้การซัดทอดกันเอง และถูกพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จึงต้องอ่านเอกสารทั้งหมดในสำนวนและเริ่มคลำหาข้อบ่งชี้ที่ดีจากพยานคนกลางผู้ไม่มีส่วนได้เสียในคดี และต่อยอดพยานหลักฐานไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดพี่ณีกับเพื่อนก็ประสบความสำเร็จได้รับการลดหย่อนโทษเป็นปลดออกตามเรื่องราวข้างต้น ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องราวของท่านจะมีผลคดีอาญาเป็นอย่างไร หรือจะเคยทำคำชี้แจงขัดแย้งกันเองหรือไม่ ก็อย่าท้อนะครับ หากวันนี้.. เวทีอุทธรณ์ฯ ยังเปิดกว้าง รอรับคำอุทธรณ์ของท่านอยู่ เพราะถ้าเราเขียนคำอุทธรณ์เอง อยากมากเราก็เสียแค่กระดาษ แต่ถ้าจะไปจ้างเค้าเขียนอุทธรณ์ฯ ก็เชื่อว่าค่าจ้างแต่ละแห่งก็น่าจะมีสนนราคาอยู่ในช่วงหนึ่งหรือสองเดือนของอัตราเงินเดือนที่ท่านเคยได้รับ ไม่น่าจะเกินนี้นะครับ

    คำแนะนำฉุกเฉินสำหรับผู้ถูกลงโทษไล่ออก

    ปกติก่อนการใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ ตามกระบวนการภายในของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน

    เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษจากการชี้มูลความผิดของ ปปช.ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ ที่ให้สิทธิ์ผู้ถูกลงโทษสามารถเลือกนำคดีไปฟ้องศาลปกครองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปยื่นอุทธรณ์ฯ ตามขั้นตอนปกติ

    อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า.. เนื้อผ้าในรายงานไต่สวน จะเหมาะสมกับการไปยื่นฟ้องศาลปกครองทุกคน ส่วนใหญ่ผู้ถูกไล่ออกจากการชี้มูลความผิดที่มาปรึกษากับผู้เขียน มักจะเน้นเรื่องการฟ้องศาลปกครอง และการยื่นขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว โดยมักมองข้ามการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ เพราะเห็นว่าการอุทธรณ์ฯ ในเรื่องดังกล่าว ไม่อาจช่วยให้กลับเข้าไปทำงานชั่วคราวในระหว่างที่มีการพิจารณาอุทธรณ์ได้

    ทั้งนี้ ผู้เขียน ขอเรียนว่าการตัดสินใจเลือก ระหว่าง “การยื่นอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษก่อน แล้วจึงไปฟ้องศาลปกครอง” กับ “การยื่นฟ้องศาลปกครอง โดยไม่อุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษ” นั้น ท่านอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะคำกล่าวอ้างที่ว่า “ผู้ถูกลงโทษสามารถยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งไล่ออก เพื่อขอคุ้มครองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมชั่วคราว ได้พร้อมกับการยื่นคำฟ้องศาลปกครอง” เพราะมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว

    เนื่องจาก แม้ท่านจะมีสิทธิ์ยื่นคำฟ้องฯ และคำขอทุเลาฯ ได้พร้อมกันตามคำกล่าวอ้างก็ตาม แต่การจะให้ศาลฯ ออกคำสั่งคุ้มครองให้ท่านกลับเข้าทำงานชั่วคราวก็มิใช่เรื่องง่าย ลูกค้าของเว็บวินัยฯ รายที่ศาลท่านเมตตาออกคำสั่งคุ้มครองให้กลับเข้าทำงานชั่วคราวนั้น นอกจากจะต้องพยายามเขียนเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขการสั่งคุ้มครองทั้งสามประการตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 72 แล้ว การตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งคุ้มครองฯ หรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลในแต่ละแห่งอีกด้วย
    ดังนั้น ท่านจึงควรใช้เนื้อผ้าในรายงานสอบสวน/ไต่สวน เป็นเครื่องตัดสินใจ ว่าจะยื่นอุทธรณ์ก่อน หรือ จะไปฟ้องศาลปกครองเลย อย่าให้ความรู้สึกผูกพันกับตำแหน่งหน้าที่การงาน มาบดบังใจจนมองข้ามข้อดีของการอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งการเลือกเดินทางอ้อมไปอุทธรณ์เรื่องดุลยพินิจในการกำหนดโทษกับคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งรู้ถึงวัฒนธรรมองค์กรและใกล้ชิดกับปัญหาของข้าราชการแต่ละประเภทก่อน ก็อาจทำให้ผู้ถูกลงโทษไล่ออก ที่มีอายุราชการมากๆ หรือเคยทำคุณความดีระหว่างรับราชการหลายด้าน ได้รับความเมตตาลดหย่อนโทษจาก ไล่ออก เป็น ปลดออก ก่อให้เกิดสิทธิ์การรับบำเหน็จบำนาญไว้ใช้เลี้ยงชีพ ไม่ต้องสร้างภาระให้แก่ลูกหลานก็อาจเป็นได้

    หมายเหตุ การยื่นอุทธรณ์ฯ มีข้อควรระวังที่สำคัญสำหรับผู้ถูกลงโทษทางวินัยทุกระดับโทษ คือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์แล้ว หากท่านยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฯ จะเกิดสิทธิให้ท่านนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ใน 2 ลักษณะ ดังนี้

    1.สิทธิการฟ้ององค์กรพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อให้เร่งรัดพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วัน หรือ XX วัน (ตามประเภทของข้าราชการ)

    2.สิทธิการฟ้องผู้สั่งลงโทษ เพื่อขอเพิกถอนคำสั่งลงโทษ

    สิ่งสำคัญคือผู้ถูกลงโทษจะต้องใช้เลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น ภายในกรอบระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่พ้นกำหนดการพิจารณาอุทธรณ์ หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว สิทธิในการนำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อ (1) ขอให้เร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ หรือ (2) ขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ จะระงับสิ้นไป จนกว่าท่านได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม่แล้วเท่านั้น (เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ถูกลงโทษทุกคนจะต้องระวังให้มาก เพราะมีผู้ปรึกษาคดีกับผู้เขียนหลายรายที่อดทนรอคอยผลอุทธรณ์มานานกว่า 3-4 ปี ครั้นปัจจุบัน ตัดสินใจว่าจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองให้รู้แล้วรู้รอด ก็หมดสิทธินำคดีไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว จำต้องรอคอยผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่มีวันรู้จบต่อไป)

    หากท่านมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม อย่าลังเล... ที่จะติดต่อเรา

    สิทธิการยื่นอุทธรณ์

    เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ บัญญัติว่า “ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ผู้นั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคําสั่ง...” ดังนั้น ข้าราชการพลเรือนที่ถูกลงโทษไล่ออกหรือโทษอื่นๆ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ใน ๒ กรณี ดังนี้
    ๑.กรณีถูกสั่งลงโทษทางวินัย ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ส่วนการว่ากล่าวตักเตือน หรือทัณฑ์บนเป็นหนังสือ นั้น เป็นคำสั่งทางการบริหาร ไม่ใช่โทษทางวินัย จึงไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ จำต้องแยกไปดำเนินการในเรื่องของการร้องทุกข์cmo
    ๒. กรณีถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เพราะเหตุต่างๆ จำนวน ๖ ประการ สรุปได้ ดังนี้
    (๑) เมื่อเจ็บป่วยจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ําเสมอ
    (๒) เมื่อสมัครไปปฏิบัติงานใดๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ
    (๓) เมื่อขาดคุณสมบัติทั่วไปหรือมีลักษณะต้องห้ามในการรับราชการ
    (๔) เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
    (๕) เมื่อไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ
    (๖) เมื่อหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการบกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
    (๗) เมื่อมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าให้รับราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
    (๘) เมื่อต้องโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ในความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือต้องโทษจําคุกโดยคําสั่งของศาล ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑

    ผู้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

    พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๑๔ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ได้กําหนดตัวผู้มีสิทธิอุทธรณ์และผู้มีอำนาจทําการแทน ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ดังนี้
    ๑. ผู้ที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัย
    ๒. ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๑๑๐ (๑) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
    ๓. ทายาทผู้มีสิทธิรับบําเหน็จตกทอด ของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ กรณีที่บุคคลดังกล่าว ถึงแก่ความตายก่อนที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์
    ๔. ผู้รับมอบหมายจากผู้มีสิทธิอุทธรณ์ตามข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ โดยจะมอบหมายให้ ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทําการอุทธรณ์แทนได้ ด้วยเหตุจําเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
    (๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถอุทธรณ์ด้วยตนเองได้
    (๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจอุทธรณ์ด้วยตนเองได้ทันเวลาที่กําหนด
    (๓) มีเหตุจําเป็นอย่างอื่นที่ ก.พ.ค. หรือองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นสมควร

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑

    สิทธิของผู้อุทธรณ์

    ในกระบวนการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย นั้น ผู้อุทธรณ์จะมีสิทธิต่างๆ ที่สำคัญ ดังนี้
    ๑. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิถอนคำอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ ก่อนที่องค์คณะวินิจฉัยจะมีคําวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น
    ๒. ผู้อุทธรณ์มีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับการตั้งเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยทําเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน ก.พ.ค. ภายใน ๗ วัน นับแต่วันรับทราบคําสั่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์
    ๓. กรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. มีสิทธินำคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

    หมายเหตุ การอุทธรณ์ฯ จะมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนดระยะเวลาไว้โดยเคร่งครัด ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากผู้อุทธรณ์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กฎหมายกําหนด ทางองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ จะรับอุทธรณ์เรื่องนั้นไว้พิจารณาไม่ได้ รวมทั้ง จะส่งผลให้ผู้ถูกลงโทษวินัยผู้นั้น ไม่สามารถนําคดีไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ , พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑

    ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์

    หลังจากคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ฯ ไว้พิจารณาแล้ว ในท้ายที่สุดคณะกรรมการฯ จะมีคำตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

    ก. กรณีอุทธรณ์คําสั่งลงโทษทางวินัย

    (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์
    (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งลงโทษ มีการดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”
    (๓) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และผู้อุทธรณ์สมควรได้รับโทษเบาลงให้มี “คําวินิจฉัยให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง” แต่ถ้าเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลดโทษต่ำกว่าโทษปลดออกไม่ได้
    (๔) ถ้าเห็นว่าการดําเนินการทางวินัยถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่าการกระทําของผู้อุทธรณ์ ไม่เป็นความผิดทางวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกโทษ”
    (๕) ถ้าเห็นว่าข้อความในคําสั่งลงโทษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีคําวินิจฉัยให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม

    ข. กรณีอุทธรณ์คําสั่งให้ออกจากราชการ

    (๑) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเหมาะสมแก่ กรณีแล้ว ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกอุทธรณ์”
    (๒) ถ้าเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีคําวินิจฉัยให้ “ยกเลิกคําสั่งและให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง”

    อ้างอิงตาม : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ กฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๕๑

    โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

    หนังสือชี้แจงข้อกล่าวหา (หนังสือ - ที่ - ต้อง - ห้าม -พลาด)