การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

เชื่อไหม กฏสอบสวนไม่ได้ระบุวิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือรูปแบบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ หรือเป็นเพราะมายาคติในการสอบสวน ที่หวังว่าผู้สอบสวน/ไต่สวน จะทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งที่เป็นคุณและโทษ ให้กับผู้ถูกกล่าวหา มากกว่าการรวบรวมพยานหลักฐาน เฉพาะที่จะเอาผิดหรือที่เป็นโทษกับผู้ถูกกล่าวหา เฉกเช่นผู้ถูกกล่าวหาบางท่านประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้

คำว่า “ชี้แจงข้อกล่าวหา” หรือ “ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” เป็นคำที่มีความหมายตรงตัวว่าเป็นการอธิบายเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ซึ่งในกระบวนการสอบสวน / ไต่สวนแล้ว คำว่า “ชี้แจงข้อกล่าวหา” คือการที่ผู้ถูกกล่าวหาทำการประมวลข้อเท็จจริง ข้อกฏหมาย และพยานหลักฐาน เพื่อต่อสู้ และหักล้างข้อกล่าวหา โดยตัวอย่างของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา อาจเลือกทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ 2 วิธี ดังนี้

  • การเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  • การให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 
ตัวอย่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา , การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ปปช

วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ส่วนใหญ่ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้สอบสวน/ไต่สวน มักจะกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามากกว่า การเรียกเข้าพบเพื่อให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นเพราะมันง่ายไม่ต้องมาสอบสวนไล่จี้ถามกันตามองค์ประกอบความผิด จนเกิดเป็นความโกรธเคืองหรือความสงสารที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้ง มักจะนิยมกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาทำการชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยการส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อผู้สอบสวนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก สำหรับการเขียนแก้ข้อกล่าวหา และการค้นหาเอกสารหลักฐานต่างๆเพื่อนำมาสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่งานประจำก็ต้องทำ ข้อกล่าวหาก็ต้องแก้ 

แต่ก่อนที่ เว็บวินัยฯจะกล่าวถึงวิธีการชี้แจงข้อกล่าวหา ใคร่ขอเรียนให้ท่านทราบเพื่อเป็นพื้นฐานของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก่อนว่า บรรดา “ข้อกล่าวหา” ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน นำมาแจ้งต่อท่าน ล้วนแต่มีบ่อเกิดและที่มาจาก

  • ข้อเท็จจริง
  • ข้อกฏหมาย
  • พยานหลักฐาน
ดังนั้น ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรทำการถอดรหัส ข้อกล่าวหา ก่อนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทุกครั้ง

ตัวอย่างการแก้ข้อกล่าวหา ปปช , การชี้แจงข้อกล่าวหา ปปช


การถอดรหัส ! ข้อกล่าวหา

เว็บวินัยฯ ขอเรียนว่าก่อนการชี้แจงข้อกล่าวหาทุกครั้ง ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรทำการถอดรหัส ! ข้อกล่าวหา ด้วยการตรวจสอบใจความสำคัญใน “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา” เพื่อหาการเชื่อมโยงความผิดมายังท่าน จากกลุ่มข้อความ ดังนี้
  1. กลุ่มข้อความในส่วนที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทำการเรื่องใด ในเอกสารใด และฝ่ายผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้พบ “ข้อเท็จจริง” อันแสดงถึงความเท็จหรือความผิดจากการกระทำของท่านอย่างไร
  2. จากนั้นจึงให้ทำการตรวจสอบในลำดับถัดไปว่า “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา”ดังกล่าว ได้มีกลุ่มข้อความกล่าวหาว่าท่านกระทำผิดตาม “ข้อกฎหมาย” หรือ “ระเบียบ” ใด รวมทั้งเป็นความผิดทางวินัยหรืออาญาในกรณีใด ฐานความผิดใด
  3. ในลำดับสุดท้ายให้ท่านทำการตรวจสอบ “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา”นั้น ว่ามีกลุ่มข้อความซึ่งกล่าวถึง “พยานหลักฐาน” ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไรบ้าง จำนวนกี่รายการ
โดยการสอบ “วินัยข้าราชการพลเรือน” หรือ “วินัยข้าราชการครู”ตามคำสั่งสอบของหน่วยงานต้นสังกัด ผู้ถูกกล่าวหาจะพบเห็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาได้ง่าย เพราะกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน จะกำหนดให้ผู้สอบสวนต้องแยกแสดงรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาออกจากข้อกล่าวหา แต่หากเป็นการสอบสวนตามคำสั่งของหน่วยงานภายนอก ซึ่งมิได้มีกฏระเบียบบังคับให้ผู้สอบสวนต้องแยกแสดงรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ท่านอาจพบเห็นพยานหลักฐานเหล่านั้นได้ยาก จำต้องอาศัยการสังเกตข้อความใน “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา” ว่าจะกล่าวถึงพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดบ้าง และหากเป็นการกล่าวถึงพยานเอกสารในรายการใด ท่านจะต้องตรวจสอบให้ลึกลงไปอีกว่าพยานเอกสารนั้นมีการอ้างถึงเอกสารแนบประกอบอะไรบ้าง รวมทั้งเอกสารแนบเหล่านั้นมีลายเซ็นหรือความเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่ อย่างไร และหากมีการแจ้งข้อกล่าวหากรณีเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสนอราคาตาม พรบ.ฮั้ว (พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ) ร่วมกับฐานความผิดทางวินัยและทางอาญาอื่นๆ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องสังเกตการเขียนบรรยายข้อกล่าวหาว่า มีการเขียนบรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าท่านรู้หรือมีพฤติการณ์ควรรู้ ว่าการเสนอราคาครั้งนั้นมีการกระทำผิดตาม พรบ.ฮั้ว อย่างไร และพฤติการณ์ตามกล่าวหานั้น ยึดโยงอยู่กับสถานที่หรือพยานหลักฐานใด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ท่านต้องไปวิเคราะห์หา และทำการเขียนแก้ตามพฤติการณ์เหล่านั้น ซึ่งถือเป็นความยุ่งยากในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาจากคำสั่งสอบประเภทนี้ ที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาต้อง “ค้นให้ลึก คิดให้กว้าง”

จากนั้น เมื่อท่านได้ข้อมูลการเชื่อมโยงความผิดของ “ข้อกล่าวหา” ทั้งสามส่วนแล้ว สำหรับท่านมือใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบการสอบสวน/ไต่สวน หรือผู้ที่อาศัยช่วงเวลาสั้นๆหลังเลิกงานมาเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก็ให้นำข้อมูลดังกล่าวมาเขียนเป็นโครงร่างแนวคิดการจัดทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาในรูปแบบมายแมพ (mimd map) ซึ่งสำคัญมากสำหรับมือใหม่ เพราะเป็นเครื่องมือกันลืมเก็บข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมทั้ง กันหลงประเด็นการแก้ข้อกล่าวหา ส่วนท่านมือเก่าก็ให้เลือกเก็บข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามองค์ประกอบความผิดได้เลยครับ) จากนั้นให้ท่านใช้โครงร่าง มายแมพนี้ (mimd map) เป็นแผนที่ในการสืบหาข้อเท็จจริงและตามหาพยานหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยให้ตั้งเป้าไปที่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแก้ข้อกล่าวหาโดยตรงก่อนเท่านั้น ส่วนเอกสารหลักฐานรอง เช่น เอกสารประวัติความดี หรือเอกสารการสละทรัพย์อุทิศประโยชน์ให้แก่ทางราชการ ให้ทำการรวบรวมภายหลังเมื่อมีเวลาเหลือ เพราะสิ่งเหล่านี้คือเหตุลดหย่อนโทษ มิใช่พยานหลักฐานสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหาครับ

การสืบหาพยานหลักฐานเพื่อการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาอาจเลือกสืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้จากหลายแหล่ง ตัวอย่างเช่น จากเพื่อนร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องตามสายการบังคับบัญชา หรือผู้ที่เรื่องราวและความทรงจำเก่าๆของพวกเขายังมีอยู่ หรือจากหนังสือโต้ตอบระหว่างหน่วยงาน เอกสารระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้บังคับบัญชาหรือจากรายงานขอซื้อขอจ้างที่เกี่่ยวข้อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาพความทรงจำของผู้ถูกกล่าวหาที่เคยจางๆ กลับมาเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ท่านได้ข้อเท็จจริงที่แม่นยำของเรื่องราวในวันวาน มาประกอบการเขียนชี้แจงข้อกล่าวหา แต่ถ้าเป็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีร่วมกันกระทำความผิด ตัวอย่าง เช่น
  1. การแจ้งข้อกล่าวหาตามรายชื่อเจ้าหน้าที่ในชุดเอกสารจัดซื้อหรือจัดจ้าง 
  2. การแจ้งข้อกล่าวหาตามรายชื่อเจ้าหน้าที่ในบันทึกจับกุมของสายงานปราบปรามต่างๆ โดยไม่สนว่าใครจะเป็นพระเอก พระรอง ตัวโกง ตัวประกอบ หรือแจ้งแบบเหมาเข่ง
หากเกิดเรื่องทำนองนี้ ก่อนที่ท่านจะทำการสืบหาข้อเท็จจริงตามวิธีการข้างต้น ขอเรียนว่าบรรดากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ควรหาโอกาสมานั่งคุยกันอย่างจริงๆจังๆ ว่าตกลงข้อเท็จจริงมีอย่างไร สถานการณ์รวมๆเป็นแบบใด แม้กรณีที่สงสัยว่าหากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แล้ว จะรอดไหม จะไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆก็คือการคิดเป็นกลุ่ม เก็บข้อเท็จจริงจากคนทั้งกลุ่ม ก็อาจมีโอกาสรอดมากกว่าการคิดคนเดียว เก็บข้อเท็จจริงคนเดียวครับ
จากนั้นเมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพียงใด ให้ท่านดำเนินการปรับแก้โครงร่าง มายแมพ (Mimd Map) ไปตามนั้น กระทั่งได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ยุติตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตน และท้ายที่สุด ก็ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นมือใหม่นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามโครงมายแมพที่ยุติแล้ว มาทำการเปรียบเทียบกับข้อกฎหมายหรือระเบียบที่กล่าวหาว่าท่านกระทำผิด ส่วนท่านมือเก่า ก็ให้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ท่านเก็บตามองค์ประกอบความผิดเสร็จสิ้นแล้ว มาพิจารณาเพื่อหาข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางคดี  จากนั้นให้นำผลการเปรียบเทียบที่ได้ ไปตัดสินใจในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ก็คือ.... 

การตัดสินใจว่าจะตั้งรูปเรื่องต่อสู้และวางแนวทางคดีอย่างไร 

     ซึ่งทางเลือกนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น
  • การต่อสู้คดี เพื่อยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ของตน หรือ
  • การรับสารภาพ และการแจ้งเรื่องราวบรรเทาผลร้าย หรือลดความเสียหาย เพื่อหวังเป็นเหตุลดหย่อนโทษ
  • ฯลฯ 
ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พฤติการณ์ทางคดี  และพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละท่านเข้าไปสัมผัสและเกี่ยวข้อง  จากนั้นเมื่อท่านตัดสินใจว่าจะตั้งรูปเรื่องต่อสู้ และวางแนวทางคดีได้แล้ว ก็ให้ดำเนินการปรับแก้โครงร่างหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา (Mimd Map) ไปตามรูปเรื่องต่อสู้ และแนวทางคดีที่วางไว้ รวมทั้ง ให้ทำการค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้ง แล้วจึงนำข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดไปดำเนินการเขียนแก้ข้อกล่าวหาต่อไป
(สำหรับวิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหา โปรด คลิก เมนู “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” และท่านสามารถเลือกดูสาระอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ใน เมนู “การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย” และ "การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย" รวมทั้ง  "ตัวอย่างอุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย" แต่หากเป็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเรื่องสอบละเมิด โปรดคลิกที่ เมนู “การชี้แจงสอบละเมิด”)

ข้อระวัง การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา กรณีร่วมกันกระทำความผิด

สำหรับข้อกล่าวหาประเภทร่วมกันกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลต่างๆ เช่น
  • กลุ่มผู้บริหาร ผู้อนุมัติ/อนุญาต
  • กลุ่มผู้บังคับบัญชา ที่ลงนามผ่านเรื่อง
  • กลุ่มผู้ปฏิบัติ เจ้าของเรื่อง
  • ชุดสืบ  ชุดจับ  ชุดสกัด
  • ชุดคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง โดยวิธีคัดเลือก
  • ชุดคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
  • ชุดคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ล้วนแต่มีอำนาจหน้าที่และพฤติการณ์ทางคดีต่างกัน ดังนั้น การตั้งรูปเรื่องต่อสู้ และวางแนวทางคดี ย่อมจะมีความแตกต่างกัน  ฉะนั้น ในการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ จึงไม่ควรเขียนหรือลอกคำชี้แจงฯแบบทำรวมทุกกลุ่ม แล้วทำการตัดเย็บแบบ “เสื้อโหล” 
หากแต่คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของแต่ละท่าน จะต้องถูกเขียน และออกแบบตัดเย็บให้เข้ากับอำนาจหน้าที่ และพฤติการณ์ทางคดีของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละกลุ่มแต่ละคนครับ

หลักการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

จากการที่ วินัย.com ได้เรียนให้ทราบข้างต้นแล้วว่า "ข้อกล่าวหา" นั้น มีบ่อเกิดที่มาจากการรวมตัวและประกอบกันของ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน ดังนั้น เป้าหมายหรือหลักในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาก็คือ การเขียนเพื่อโต้แย้งส่วนประกอบทั้งสามส่วนของข้อกล่าวหา 

ส่วนใหญ่แล้วการโต้แย้งข้อกล่าวหาที่มักจะพบเห็นได้บ่อย คือการโต้แย้ง “ข้อเท็จจริง” และ ” พยานหลักฐาน” ตาม “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ”ที่กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำผิดในเรื่องใด เมื่อใด อย่างไร  ส่วนการโต้แย้งปัญหาเรื่อง “ข้อกฎหมาย ” นั้น ในการสอบสวน / ไต่สวน มักจะพบเห็นได้น้อย เพราะหากมีความไม่ชัดเจนในระเบียบ  หรือกฏหมายใด หน่วยงานก็จะออกหนังสือสั่งการหรือวางแนวการปฏิบัติกำกับไว้ตลอด จึงทำให้โอกาสของผู้ถูกกล่าวหา ในการโต้แย้งเรื่องความไม่ชัดเจนของระเบียบกฎหมายมีน้อยมาก 


ดังนั้น ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจึงควรประยุกต์การใช้ประโยชน์จาก “ข้อกฎหมาย” ตามที่ท่านได้รับแจ้งมาในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ด้วยการนำองค์ประกอบความผิดต่างๆ ตามข้อกฎหมายที่ถูกกล่าวหา หรือการนำเงื่อนไขการใช้ดุลยพินิจตามระเบียบต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา มาเป็นตัวกำหนดคอนเซ็ป (concept) ในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการวางแผนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน


อนึ่ง นอกจากหลักการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาข้างต้นแล้ว ยังมีหลักการที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาควรทราบก็คือ ในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น หากผู้ถูกกล่าวหาเขียนข้อโต้แย้ง ด้วยการเขียนบรรยายข้อเท็จจริงแบบร่ายยาว โดยมิได้แจกแจงข้อเท็จจริงนั้น ให้เข้ากับองค์ประกอบความผิดตามข้อกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นเพราะความไม่รู้ข้อกฎหมาย หรือความคาดหวังว่าหลังจากส่งข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ฝ่ายผู้สอบสวน / ไต่สวน จะช่วยจัดแจงข้อเท็จจริงนั้น เข้าไปหักล้างข้อกล่าวหาที่ฝ่ายผู้สอบสวน / ไต่สวน เป็นผู้ตั้งขึ้นมา ก็ดูจะเป็นเรื่องที่แปลก และสุ่มเสี่ยงเกินไปที่ท่านจะฝากความหวังไว้เช่นนั้น ท่านควรช่วยเหลือตนเองก่อน ด้วยการเขียนแจกแจงข้อเท็จจริงเหล่านั้น เข้ากับกรอบองค์ประกอบความผิดตามข้อกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การหักล้างข้อกล่าวหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเห็นได้อย่างประจักษ์ชัดในสำนวนการสอบสวน/ไต่สวน ครับ





click เลือก " อัตราค่าบริการ

Tips: การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

แม้การชี้แจงข้อกล่าวหาจะจบลงด้วย 2 เส้นทาง คือการปฎิเสธ หรือการรับสารภาพ แต่สำหรับท่านที่เลือกการปฏิเสธ ท่านจะต้องไม่รีบร้อนปรับข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติ เข้ากับระเบียบหรือข้อกฏหมาย เพราะหากผู้สอบสวน/ไต่สวน ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วแตกต่างจากข้อเท็จจริงของผู้ถูกกล่าวหา อาจส่งผลให้การชี้แจงข้อกล่าวหาของท่านไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่สำคัญอย่าทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ขอให้ท่านตระหนักไว้ตลอดว่า เมื่อใดก็ตามที่ท่านได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจากผู้สอบสวน / ไต่สวน ย่อมเป็นกรณีที่ข้อกล่าวหานั้นมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าท่านเป็นผู้กระทำผิดแล้ว ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหา ทำการชี้แจงข้อกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ย่อมส่งผลให้คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด

อนึ่ง วินัย.com ใคร่ขอเรียนให้ทราบเพื่อเป็นกำลังใจในการค้นหาพยานหลักฐานว่า เส้นทาง การพิจารณาความผิด  และการกำหนดโทษทางวินัยและอาญานั้น  มิได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้สอบสวน / ไต่สวน เพราะยังมีอีกหลายองค์คณะที่รอการพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของท่านอยู่ ฉะนั้น บรรดาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่ท่านสละเวลาเขียนหรือค้นหามาเพื่อสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา จะถูกติดรวมในสำนวนการสอบสวน / ไต่สวน และออกเดินทางเป็นกระบอกเสียงให้กับท่านไปอีกไกล เพื่อประกอบการพิจารณาในหลายองค์คณะและหลายระดับชั้น ซึ่งแต่ละองค์คณะ อาจมีมุมมองหรือมโนธรรม  ในการรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ตลอดจนเรื่องเจตนาหรือความจงใจในการกระทำทุจริตที่แตกต่างกัน ดังที่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษอยู่เนืองๆ  ดังนั้น เพื่อโอกาสในการค้นพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์    โปรดอย่าส่ง “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ด้วยกระดาษแผ่นเดียวครับ