หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

เรื่องราวที่น่ากังวลของ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ในทุกวันนี้คือผู้ถูกกล่าวหามักจะเขียน “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ด้วยคำอธิบายที่สั้นลงทุกวัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ถ้าเป็น “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ในการสอบวินัยไม่ร้ายแรง แต่หากเป็นการสอบวินัยร้ายแรง หรือการไต่สวนของ ปปช. , ปปท. ซึ่งมีการชี้มูลความผิดทั้งในทางวินัยและอาญาแล้ว การทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีความสำคัญต่ออนาคต และอิสรภาพของผู้ถูกกล่าวหา

การทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” นั้น หลายคนอาจถอดใจตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ โดยที่ยังไม่เริ่มลงมือเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสักบรรทัด มันไม่ใช่เพราะเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่ได้ แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มเขียนอย่างไรดี บางครั้งการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาสำหรับมือใหม่ ก็คล้ายกับการพายเรือในอ่าง จะพายนานแค่ไหน ก็วนกลับมาที่เก่าซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้น เมื่อปัญหาของการทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” อยู่ที่การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา จึงควรทราบถึงหลักการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนี้


ตัวอย่างหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา , หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ปปช

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คืออะไร

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา คือ การเขียนคำโต้แย้ง และคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาต่างๆที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน แจ้งว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด โดยก่อนการเขียนแก้ข้อกล่าวหานั้น ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องทำการวิเคราะห์ “ข้อกล่าวหา” ว่ามีข้อมูลอันเป็น “ข้อเท็จจริง” “ข้อกฎหมาย” และ “พยานหลักฐาน” ตามการ กล่าวหาอย่างไร และข้อมูลทั้งสามสิ่งนี้ ถูกเชื่อมโยงความผิดมายังผู้ถูกกล่าวหาอย่างไร และที่สำคัญตัวผู้ถูกกล่าวหาได้ตัดสินใจจะตั้งรูปเรื่องต่อสู้คดี และวางแนวทางคดีไว้อย่างไร เพื่อจักได้วางโครงร่างการเขียนแก้ข้อกล่าวหาไปในทิศทางนั้น ( แนวคิดเรื่องการตั้งรูปเรื่องต่อสู้คดี และการวางแนวทางคดี โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ เมนู “การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” และ เมนู “อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย“ ) 

เนื่องจากกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ต่างมิได้มีการบัญญัติเรื่องรูปแบบ และวิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาไว้ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ศึกษา ส่วนใหญ่ที่ปรากฏจะมีเพียงการบัญญัติเรื่องสิทธิ์ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเท่านั้น ดังนั้น ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”หรือการไปให้ “ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” สำหรับผู้ถูกกล่าวหา ที่ไม่มีที่ปรึกษากฎหมาย จึงมักจะอยู่ในรูปแบบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตามความรู้ความเข้าใจของตน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างมาก หากเป็นการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องทุจริต ที่ต้องอาศัยการเขียนคำโต้แย้ง และคำชี้แจง "ข้อกล่าวหา" ตลอดรูปเรื่องทั้งหมด 

ตัวอย่างเช่น การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในกรณีทุจริต หากพฤติการณ์กระทำผิดขณะเกิดเหตุ (เหตุการณ์ในอดีต) ตามที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้เขียนบรรยายไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ครบถ้วนตามหลักองค์ประกอบความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่แล้ว แต่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา กลับเลือกเอาเรื่องราวการแก้ไขงานจ้าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน มาเขียนตอบเพื่อแก้ข้อกล่าวหาว่า " ปัจจุบันเหตุบกพร่องตามข้อกล่าวหา ได้มีการชดใช้ / แก้ไข หรือส่งมอบครบถ้วนแล้ว ไม่มีความเสียหายใดแก่ทางราชการ " ซึ่งอาจเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความประสงค์จงใจที่จะหลีกเลี่ยงการชี้แจงฯ ถึงพฤติการณ์กระทำผิดในขณะเกิดเหตุ ก็แล้วแต่กรณี

การมองต่างมุมเช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะผู้สอบสวน / ไต่สวน อาจมองเป็นเรื่องทุจริต และความผิดสำเร็จตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้าง / ผู้ขาย  ได้รับเงินไปจากหน่วยงาน (สังเกตให้ดีครับข้อกล่าวหาประเภทนี้มักจะเขียนบรรยายหรือถ่ายสำเนาหลักฐานการโอนเงิน หรือหลักฐานการรับเงินของผู้รับจ้าง / ผู้ขาย ใช้ในการสนับสนุนการแจ้งข้อกล่าวหา)  ดังนั้น การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ที่มิได้โต้แย้งตามหลักองค์ประกอบความผิด ว่าขณะเกิดเหตุตัวผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีส่วนร่วมกับการทุจริตนั้นอย่างไร ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการส่งกระดาษเปล่า เพราะผู้สอบสวน / ไต่สวน ต้องทำสำนวนตามหลักองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมายครับ

หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ปปช , ตัวอย่าง หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

วิธีการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

การเขียนแก้ข้อกล่าวหา ในเรื่องวินัยหรือเรื่องทุจริตแต่ละเรื่อง ย่อมแตกต่างกัน ตามข้อเท็จจริง และพฤติการณ์กระทำผิดต่างๆที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน รวบรวมได้ ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละท่าน อาจตกอยู่ในฐานะเป็นตัวการ หรือเป็นผู้สนับสนุน ก็ตามแต่พยานหลักฐานจะเชื่อมโยงไปถึงมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะตกอยู่ในฐานะใด สำหรับวิธีการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่เข้าใจง่ายและเหมาะแก่การเขียนแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ก็คือการเขียนแก้ข้อกล่าว ในรูปแบบการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งบางท่านอาจสงสัยว่าการกำหนดประเด็นข้อพิพาทจะกำหนดอย่างไร ในเมื่อบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ไม่แยกเป็นรายประเด็นให้ไว้ กรณีดังกล่าว วินัย.com ใคร่ขอยกข้อกฏหมายเพื่อประกอบการอธิบายเรื่องการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ซึ่งบัญญัติไว้ ดังนี้

“ในวันชี้สองสถานให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความแล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียงที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกับดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้น อย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับ และเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และให้กำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐาน มาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ ……..”


จากข้อกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่า "ประเด็นข้อพิพาท"  คือปมปัญหาที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังคงโต้เถียงกันอยู่ หรือยังไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้น วิธีการเขียนแก้ข้อกล่าวหาในรูปแบบการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท จึงอยู่ในลักษณะที่ว่าหากในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ปรากฏข้อความอันเป็นปมปัญหาที่ท่านประสงค์โต้เถียง ทั้งปัญหาข้อเท็จจริง และปัญหาข้อกฎหมาย ก็ให้ท่านนำปมปัญหาเหล่านั้น มากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทให้หมดทุกปมปัญหา จากนั้น ให้ทำการเขียนคำโต้แย้ง โดยการอธิบาย "ข้อเถียง” และเหตุผลของท่าน พร้อมทั้ง อ้างถึงพยานหลักฐานที่จะใช้สนับสนุน “ข้อเถียง” ในแต่ละประเด็นให้ครบถ้วน และที่สำคัญผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรโต้เถียงข้อกล่าวหาไปเสียทั้งหมดทุกบรรทัด เพียงเพื่อหวังสร้างความยุ่งยากแก่ผู้สอบสวน/ไต่สวน ในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี  ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรจะมุ่งทำการวิเคราะห์ และหาข้อโต้แย้งว่าข้อกล่าวหานั้น เกิดจากการรับฟังข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไร จึงจะเหมาะสมกว่า  

เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทำการโต้แย้งและอธิบาย “ข้อเถียง” ในแต่ละประเด็นครบถ้วนแล้ว ให้ทำการเขียนคำขอของผู้ถูกกล่าวหาไว้ตอนท้ายของหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คำขอท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

  • กรณีรับสารภาพและประสงค์ให้ลงโทษสถานเบา ผู้ถูกกล่าวหาก็อาจมีคำขอท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น “จากข้อเท็จจริงที่ข้าให้การรับสารภาพมาข้างต้น ขอได้โปรดพิจารณาลดหย่อนโทษแก่ข้าฯ ตามสัดส่วนที่ข้าฯได้ทำคุณต่อกระบวนการสอบสวน” (ใช้ได้เฉพาะกับการสอบวินัยของหน่วยงานต้นสังกัด)
  • กรณีปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาก็อาจมีคำขอท้ายหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น “จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานที่ข้าฯได้ชี้แจงมาข้างต้น จึงเป็นกรณีที่ข้าฯมิได้กระทำผิดตามที่กล่าวหา ขอได้โปรดมีคำวินิจฉัยให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวตกไป” ซึ่งตัวอย่างคำขอที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการแนะนำไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกกรณี ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหามีเหตุผลพิเศษเพิ่มเติมประการใดก็สามารถเขียนเหตุนั้นเข้าไปเพิ่มเติมได้ครับ
ทั้งนี้ วิธีการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ในรูปแบบการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทข้างต้น เหมาะสำหรับการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องที่เป็นการกระทำผิดเฉพาะตัว หรือเป็นเรื่องที่มิได้มีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น เรื่องละทิ้งหน้าที่,เรื่องไม่อุตสาหะเอาใจใส่ หรือเรื่องชู้สาว เป็นต้น แต่หากเป็นการไต่สวนชี้มูลความผิด ในทางวินัยและอาญา เช่น การละเว้น ,ทุจริต ,รับรองเท็จ หรือ พ.ร.บ.ฮั้วฯ นั้น  ขอเรียนว่าการเขียนแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว นอกจากท่านจะต้องทำการโต้แย้งในรูปแบบการกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทแล้ว ผู้ถูกกล่าวหายังจะต้องเขียนคำชี้แจงฯ โดยเพิ่มข้อเท็จจริงปลีกย่อยต่างๆ อันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่จะช่วยสื่อสารให้ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้เห็นถึงเจตนากระทำที่แท้จริงของผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องที่ถูกสอบสวน / ไต่สวนนั้น อีกด้วย

อนึ่ง เส้นตาย 15 วัน สำหรับการเขียนและส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา กรณีทุจริตนั้น ถือเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก ดังนั้น การก้าวข้ามข้อกล่าวหากรณีทุจริตต่างๆ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามือใหม่ ที่ไม่คุ้นกับการสอบสวน/ไต่สวน ควรอาศัยทักษะและประสบการณ์ของทนายความ นักกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่วินัย เข้าช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำในการจัดทำคำชี้แจงฯ  ท่านจึงควรนำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น ไปพบนักกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่วินัยประจำหน่วยงาน เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นช่วยซักถาม ค้นหาข้อเท็จจริงปลีกย่อยดังกล่าว เพื่อจักได้นำมาเขียนสื่อสารเรื่องเจตนากระทำให้ผู้สอบสวน/ไต่สวน ได้เข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของท่าน

เพราะจากประสบการณ์ของวินัย.com พบว่าปัญหาบางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา ที่ผู้ถูกกล่าวหา เห็นเป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่ในทางกฎหมายแล้วอาจมีคุณค่าที่จะช่วยสื่อสารถึงเจตนากระทำที่แท้จริงของผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น จึงปรากฏอยู่บ่อยครั้งที่หลังการพูดคุย ซักถามฯกับทางวินัย.com ผู้ถูกกล่าวหาบางท่านก็สามารถนำข้อมูลตามการซักถามเหล่านั้น ไปเขียนชี้แจงฯให้ตนเองไกลจากเจตนาทุจริตได้โดยง่าย เพราะบางครั้งรูปเรื่องมันขาดเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่กระบวนการสอบสวน/ ไต่สวน อาจรับฟังคำบอกเล่าจากพยานหลักฐานเพียงบางช่วงบางตอน ที่สื่อให้เห็นมุมมองของการทำทุจริตอย่างกว้างๆ ซึ่งเรื่องทำนองนี้ หากมีผู้กล่าวหาเพียงรายเดียว ก็สามารถชี้แจงฯ เอาตัวรอดได้ง่ายเพราะไม่ต้องห่วงใคร แต่ที่น่าเป็นห่วง และน่าเห็นใจ ก็คือผู้ถูกกล่าวหาแบบกลุ่ม ซึ่งอาจอยู่ในรูปของคณะกรรมการต่างๆ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ผ่านเรื่องในขั้นตอนอนุมัติ / อนุญาตต่างๆ บางคนแม้อาจจะชี้แจงฯ ช่วยเหลือตนเองให้ไกลจากเจตนาทุจริตได้ง่าย แต่ด้วยความสงสาร หรือเกรงใจเพื่อนร่วมงาน จึงยอมตกอยู่ในวังวนแห่งความเท็จ หรือต่อเนื่องกับความเท็จของเพื่อนร่วมงาน โดยหวังสร้างเป็นพยานกลุ่มเพื่อไปต่อสู้กับเรื่องกล่าวหา ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะว่าความเท็จนั้น ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องกับความเท็จมากเท่าใด ยิ่งมีโอกาสถูกสอบสวน ให้ความแตกได้โดยง่าย

กลยุทธ์ “การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”

หากจะกล่าวถึงทางรอดทางหนึ่งในการเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น คงต้องขอยกทางรอดของจำเลยในคดีอาญามาอธิบายประกอบเพื่อให้เห็นภาพอย่างกว้างๆก่อนว่าทางรอดทางหนึ่งของจำเลยในคดีอาญา ก็คือการอาศัยทนายจำเลยไปซักค้านพยานโจทก์ ให้เบิกความตามรูปเรื่องที่ทนายจำเลยวางไว้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดข้อสงสัยในพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่ง “การซักค้านพยานโจทก์” ในคดีอาญาจึงเปรียบเสมือนดั่งอาวุธที่ทนายจำเลยจะใช้เอาชนะโจทก์ 

ดังนั้น ในการสอบสวน/ไต่สวน คดีวินัย แม้จะมีหลักการรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีอาญา และผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถส่งทนายไปซักค้านพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน/ไต่สวนนำมาสนับสนุนข้อกล่าวหาได้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถนำหลักการ“การซักค้านพยานโจทก์ ” มาใช้เขียนบรรยายความเพื่อคัดค้านพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน /ไต่สวน นำมาใช้สนับสนุนการแจ้งข้อกล่าวหาได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้สอบสวน /ไต่สวน , องค์คณะผู้พิจารณาโทษ หรือองค์คณะผู้พิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่าพยานหลักฐานเหล่านั้น ไม่สามารถรับฟังได้อย่างมั่นคงว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิด ดั่งเช่นตัวอย่างข้อผิดพลาดจากการรับฟังพยานบุคคลที่อาจปรากฎได้ ดังนี้

1. ข้อผิดพลาดจากความทรงจำของพยาน เนื่องจากความทรงจำของมนุษย์มีขีดจำกัด ข้อเท็จจริงใดที่ผ่านมานานแล้วความทรงจำในข้อเท็จจริงนั้นย่อมลบเลือนได้ และยิ่งเป็นข้อเท็จจริงหรือเรื่องที่ปฏิบัติกันตามปกติในชีวิตประจำวัน แม้จะผ่านไปไม่นานนักก็อาจจะจำไม่ได้เลย ตัวอย่างเช่น ข้อกล่าวหาเรื่องการเบิกค่าอาหารหรือของว่างอันเป็นเท็จ ที่การสอบอาจสร้างความมึนงงได้ทั้งกับตัวพยาน และตัวผู้ถูกกล่าวหา เพราะยิ่งเวลาผ่านไปหลายๆปี ทั้งพยานและผู้ถูกกล่าวหาย่อมหลงลืมได้ว่า ตามวันและเวลาที่เกิดเหตุตนเองได้กินอาหารอะไร จากอาหารทั้งหมดกี่ชนิด ดังนั้น ในข้อกล่าวหาประเภทนี้ เรื่องข้อผิดพลาดจากความทรงจำของพยาน จึงเป็นปัญหาที่ผู้ถูกกล่าวหาควรนำมาวิเคราะห์โต้แย้งในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา


2. ข้อผิดพลาดจากการมองเห็นของพยาน มักปรากฏอยู่ในกระบวนการทางวินัยที่ต่อเนื่องจากกระบวน การทางอาญา โดยปกติแล้วประจักษ์พยานจะมีน้ำหนักมากในการพิจารณาคดี แต่ทว่าในบางครั้งความทรงจำจากการเห็นด้วยตาของพยาน อาจไม่แม่นยำและมีข้อผิดพลาดได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น แสงสว่างในที่เกิดเหตุ ,การอำพรางใบหน้า, ระยะห่างและมุมมองระหว่างพยานกับผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้ง การถูกพยานหรือผู้เสียหายระบุตัวจากภาพถ่ายขาวดำ/ภาพสีขนาดเล็ก เป็นต้น ดังนั้น ในข้อกล่าวหาประเภทนี้ เรื่องข้อผิดพลาดจากการมองเห็น เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาควรนำมาวิเคราะห์โต้แย้งในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา


3. ข้อผิดพลาดจากการรับข้อมูลเท็จของพยาน ข้อผิดพลาดในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะมีจุดกำเนิดจากการสอบสวนแบบสอบรวมกลุ่มในชั้นข้อเท็จจริง หรือการสร้างความทรงจำเท็จของตัวพยาน ซึ่งไม่รู้เห็นเหตุการณ์กระทำผิด แต่พยานกลับรับข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์ต่อเติมด้วยตนเองแล้วเชื่อว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งพยานลักษณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหาอาจพบเห็นได้จากเอกสารในชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ส่วนชั้นสอบวินัยอาจพบเห็นได้น้อย เพราะผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสเห็นเอกสารปากคำพยาน ต้องอาศัยการสังเกตสิ่งผิดปกติในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น ในข้อกล่าวหาเรื่องลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน แต่เคยมีประวัติการติดยาเสพติดและเล่นการพนันมาก่อน ส่วนพยานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาคือเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกือบ 10 คน ซึ่งร่วมกันกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาลักทรัพย์ไป งานนี้ดูเหมือนพยานแน่นและผู้ถูกกล่าวหาตายแน่ แต่ครั้งมาดูวันที่เกิดเหตุตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯกลับเป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โดยปกติแล้วจะมีเจ้าหน้าที่อยู่เวรแค่ 2 คน ซึ่งตรงนี้และครับคือสิ่งผิดปกติที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องเจาะหาความจริง บางครั้งท่านอาจโชคดี ตัดพยานจาก 10 ให้เหลือ 2 ได้ง่ายๆ เพื่อจะได้เบาแรงในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปอีกเปาะหนึ่ง 




Tips:หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ในการแก้ข้อกล่าวหานั้น ผู้ถูกกล่าวหาอย่าใจร้อนรีบทำ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”หรือเข้าให้ “ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ท่านควรตรวจบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนว่ามีประเด็นข้อพิพาทหลักจำนวนเท่าใด และมีพฤติการณ์แวดล้อมที่บ่งชี้เจตนากระทำผิดประกอบประเด็นข้อพิพาทหลักนั้น  จำนวนเท่าใด  รวมทั้งต้องสำรวจว่าผู้ถูกกล่าวหามีพยานหลักฐานที่จะใช้หักล้างพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาครบถ้วนในแต่ละประเด็นแล้วหรือไม่  จากนั้น จึงค่อยดำเนินการเขียนข้อโต้แย้ง และเขียนนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนคดี เพื่อไปหักล้างข้อกล่าวหาให้ครบถ้วนทั้งประเด็นหลัก และพฤติการณ์แวดล้อม และอีกสิ่งที่สำคัญในการเขียนแก้ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต หรือ เรื่องฮั้ว คือ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาควรจะเขียนนำเสนอถึงพฤติการณ์แวดล้อมในส่วนที่เป็นคุณ กับตัวผู้ถูกกล่าวหาลงในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย เพราะถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการต่อสู้ในเรื่องเจตนาในการกระทำทุจริต เพื่อที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน หรือองค์คณะผู้มีอำนาจพิจารณาโทษ ได้เห็นรูปเรื่องหรือรูปคดีทั้งหมด อย่าปล่อยให้ผู้สอบสวน / ไต่สวน  ได้รับฟังข้อเท็จจริงเพียงบางช่วงบางตอน  หรือมีโอกาสรับฟังจากพยานเอกสารเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ท่านเสียเปรียบทางคดีเป็นอย่างมาก

อนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาควรจัดหาเวลาว่างแบบยาวๆ เพื่อมานั่งเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาในการสอบวินัยร้ายแรง หรือการไต่สวนของ ปปช. ที่มีการชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา ซึ่งถือเป็นงานเขียนที่ชี้ชะตา อนาคต และอิสรภาพของผู้ถูกกล่าวหา เพราะการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น เป็นเรื่องที่ยาก กว่าท่านจะทำความเข้าใจข้อกล่าวหาในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นได้  ต้องใช้สมองมากกว่าเวลาทำงานปกติ  บางประเด็นต้องอาศัยเวลาขบคิดที่ต่อเนื่อง และยาวนาน การอาศัยเพียงเวลาช่วงสั้นๆ หลังเลิกงาน มันจะทำให้ท่านมีเวลาคิดตรึกตรองน้อยลง ดังนั้น ในการเขียนแก้ข้อกล่าวหาที่ซับซ้อน ท่านจึงไม่อาจแบ่งสมองเพื่อทำสองสิ่งให้ดีพร้อมกันได้  สุดท้ายนี้ วินัย.com หวังว่าวิธีการเขียน “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ข้างต้น คงจุดประกายแนวคิดให้กับท่านที่ประสบปัญหาถูกสอบสวน / ไต่สวน หรือเป็นผู้ที่มีชีวิตการทำงาน ชนิดที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ต้องพยายามต่อสู้อย่าให้มันขาดลงครับ