หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หนังสือที่ต้องห้ามพลาด


ผู้ถูกกล่าวหาหลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใด “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” จึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด รวมทั้ง ถ้าเกิดการ “พลาด” ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว จะมีผลอย่างไรนั้น เรามาติดตามดูกันครับ
แต่ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะทราบว่าเหตุใดหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ถึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด เราต้องทราบก่อนว่าเหตุใดเราจึงต้องทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และคำว่า “ข้อกล่าวหา” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ เกิดจากสิ่งใด ? ภายใต้ส่วนประกอบและสมการใด  รวมทั้ง ทางออกในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น เป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามครับ



สำหรับการอธิบายเรื่องหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวในหน้าเพจนี้ วินัย.com ขอยก กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นกฎสอบสวนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหา และการทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ใกล้เคียงกับกฎหรือระเบียบการสอบสวน/ไต่สวน ข้าราชการประเภทอื่นๆ  มาเป็นหลักในการอธิบาย
หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คือหนังสือที่ผู้ถูกกล่าวหาจัดทำ ขี้นเพื่อการชี้แจงหรือโต้แย้ง   “ข้อกล่าวหา” และพฤติการณ์ประกอบข้อกล่าวหาต่างๆ ซึ่งเกิดจากการที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้รวมรวบ “ข้อเท็จจริง” , “ข้อกฎหมาย” และ “พยานหลักฐาน” มาประมวลผลเป็น “ข้อกล่าวหา”
โดยขั้นตอนการประมวล “ข้อกล่าวหา” ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามกฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556  ข้อ 38 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย  และพยานหลักฐาน  ที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ 28 (1) แล้วให้มีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวนหรือไม่   ถ้าคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ให้รายงานผลการสอบสวนพร้อมความเห็นเสนอ  ต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจากข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ……”
จากกฎสอบสวนข้างต้น  ท่านจะเห็นได้ว่าภายหลังจากการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานเสร็จสิ้น   การใช้ดุลยพินิจของผู้สอบสวนต่อเรื่องกล่าวหา  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
1.กรณีที่ผู้สอบสวน เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ก็ให้รายงานผลการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
2.กรณีที่ผู้สอบสวน เห็นว่าข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่สอบสวนได้ เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯจากผู้สอบสวน / ไต่สวน จึงเป็นกรณีที่ “ข้อกล่าวหา”นั้น มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดแล้วครับ

โอ  มาย  ก็อต !   สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะบางครั้งกระบวนการสอบสวน  /  ไต่สวน อาจรับฟังข้อมูลจากพยานฝ่ายเดียว หรือข้อเท็จจริงตามที่สอบสวนได้ยังคลาดเคลื่อน เพราะยังมีข้อเท็จจริงอื่นมากกว่าที่สอบสวนได้ รวมทั้ง เหตุคลาดเคลื่อนจากการสอบสวน / ไต่สวนอื่นๆ  ทั้งนี้  ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้ไปพบเห็น ซึ่งทางออกที่สำคัญของผู้ถูกกล่าวหา ก็คือการโต้แย้งและชี้แจง “ข้อกล่าวหา”
ส่วนใหญ่แล้ว  ทางออกของการโต้แย้งและชี้แจง “ข้อกล่าวหา” ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา หรือทำการโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงตามที่สอบสวน / ไต่สวนได้ยังมีความคลาดเคลื่อน พร้อมกับการนำเสนอข้อเท็จจริงของฝ่ายตนเข้ามาหักล้าง หรือการเขียนบอกกล่าวเพื่อหักล้างผลร้ายและความเสียหายของหน่วยงานตามที่ถูกระบุมาในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ  รวมทั้ง การรวบรวมพฤติการณ์ต่างๆในขณะเกิดเหตุ เพื่อชี้แจงว่ามิได้มีเจตนากระทำผิด  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์คดี  และแนวทางการต่อสู้ที่ผู้ถูกกล่าวหาวางไว้
ส่วนรูปแบบของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น  ส่วนใหญ่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะเลือกการทำเป็น “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” มากกว่าการเข้าพบผู้สอบสวน / ไต่สวน เพื่อให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นเพราะมีความอิสระในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  โดยไม่ต้องเกรงใจ หรือยึดติดกับกรอบคำถามตามดุลยพินิจของผู้สอบสวน / ไต่สวน ที่จะตั้งขึ้นมาสอบสวนเมื่อมีการเผชิญหน้ากัน รวมทั้ง การทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังมีโอกาสตรวจ / ทาน / แก้ไข หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเองอีกหลายครั้ง เพื่อทบทวนประเด็นข้อต่อสู้ต่างๆ   

เหตุใด “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” จึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด

เหตุที่ทำให้ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” เป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาดนั้น นอกจากสาเหตุที่เว็บฯได้เรียนให้ทราบข้างต้นแล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ เมื่อนั้น ย่อมเป็นกรณีที่ “ข้อกล่าวหา” มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะรับฟังว่าท่านเป็นผู้กระทำผิดแล้ว 
แต่ยังมีสาเหตุต้องห้าม “พลาด” อีกประการหนึ่งของหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่เว็บฯอยากเรียนให้ทราบเพิ่มเติมก็คือ ในการสอบวินัยหรือการไต่สวน ที่มีการชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ถือเป็นตัวแปรสำคัญต่ออนาคตการงาน และอิสรภาพของผู้ถูกกล่าวหา
เพราะหากเกิดการ “พลาด” ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” ไม่ตรงประเด็นกล่าวหา เพราะไปมุ่งอธิบายเรื่องการแก้ไขงานหรือการส่งมอบงานที่มีผลสำเร็จแล้วในปัจจุบัน
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” ไม่ตรงตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมาย  เพราะความที่ไม่รู้ ข้อกฎหมาย
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” เพราะไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 
กรณีดังกล่าว อาจส่งผลให้หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น  ไม่มีประเด็นที่ท่านยกขึ้นต่อสู้ หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง  และนั่นย่อมหมายความว่าบรรดาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน เคยแจ้งต่อผู้ถูกกล่าวหามาแล้ว ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ จะมีน้ำหนัก รับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ  เพราะไม่มีสิ่งใดไปหักล้าง “ข้อกล่าวหา” รวมทั้ง จะส่งผลให้เกิดกระบวนการพิจารณาโทษหรือการดำเนินการอื่นๆ ตามฐานความผิดที่ปรากฎในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาติดตามมา   โดยคดีวินัย ก็จะเป็นหน้าที่หน่วยงานต้นสังกัด เช่น  อกพ. กรม , กศจ. จังหวัดต่างๆ  หรือ  ก.ท้องถิ่นต่างๆ  เป็นผู้พิจารณาสั่งลงโทษ  ส่วนคดีอาญาก็จะมีการส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาไปดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป 
เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้  หลายท่านคงจะถึงบางอ้อแล้วนะครับ  ว่าเหตุใด  “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”  จึงจัดเป็นหนังสือที่   ต้อง – ห้าม – พลาด
on 23:22 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |  

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้วยความช่างสงสัย


ตัวเลข 15 วันของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา สำหรับผู้ถูกกล่าวหาบางท่านแล้ว อาจยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะเริ่มการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า “ความช่างสงสัย” คือ บ่อเกิดแห่งปัญญา รวมทั้งอาจกล่าวได้ว่า “ความช่างสงสัย” คือทางรอดในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อีกทางหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหา

ในอดีต หากใครเคยเป็นแฟนคลับของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ท่านจะต้องรู้จัก “เจ้าหนูจาไม” เด็กชายตัวเล็กซึ่งพูดไม่ชัด แต่มักตั้งคำถามกับผู้คนรอบข้าง จากความช่างสงสัยสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวว่า “จาไมละ”หรือ “ทำไมละ” ตลอดเวลา ซึ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าตั้งแต่ท่านโชกุน ไปจนถึงอิกคิวซัง ที่ต้องมานั่งคิด หาคำตอบให้กับความช่างสงสัยของเจ้าหนูจาไม ว่าทำไมของสิ่งนั้น จึงต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้



สำหรับกระบวนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทันทีที่เราเจอกับคำถามว่า “ทำไม” กระบวนความคิดต่างๆของเรา จะต้องมีการชะงัก เพื่อหยุดคิด  ก่อนจะตอบคำถาม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ทำไม”เหล่านั้น  

ดังนั้น การเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือการร่างข้อต่อสู้ต่างๆ ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จึงควรตั้งคำถามในใจ ว่า “ทำไม” กับทุกข้อความที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาเขียนบรรยายในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวฯ โดยเฉพาะกลุ่มข้อความ ดังนี้

1.กลุ่มข้อความอันเป็นเนื้อเรื่องหรือข้อเท็จจริง ตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

2.กลุ่มข้อความตามรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และควรจัดหมวดหมู่ว่าอะไรเป็นประจักษ์พยาน อะไรเป็นพยานบอกเล่า หรือเป็นพยานแวดล้อม เพราะการเขียนข้อต่อสู้จะแตกต่างกันตามประเภทของพยานหลักฐาน 

ทั้งนี้ เพื่อการค้นหาข้อบกพร่องของเนื้อเรื่องหรือข้อเท็จจริง ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาเขียนบรรยายตามหลักองค์ประกอบความผิด รวมทั้ง เพื่อการค้นหาข้อบกพร่องของพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาใช้เชื่อมโยงความผิดกับตัวผู้ถูกกล่าวหา 

เนื่องจากการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ดีนั้น นอกจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องทำการเขียนข้อต่อสู้ในเนื้อหาหลักแล้ว บรรดาข้อบกพร่องต่างๆ ที่ท่านค้นพบ แม้เป็นเพียงเนื้อหารอง แต่ก็เป็นข้อมูลโน้มน้าวที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องพยายามเขียนนำเสนอให้ปรากฏในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใต้กรอบแนวคิด ( concept ) ที่ว่า “ข้อเท็จจริง” หรือ “พยานหลักฐาน” ที่คณะกรรมการฯ ทำการสอบสวน / ไต่สวนได้มานั้น  ยังมีความบกพร่อง ไม่เพียงพอแก่การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้กระทำความผิดครับ 

tips:การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนหรือไต่สวนนั้น  นอกจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องวางแผนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการสอบสวน / ไต่สวน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ แล้ว ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ยังจะต้องวางแผนการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนหรือไต่สวน  เพื่อให้เกิดข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เป็นคุณกับตัวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อการต่อสู้คดี หรือการขอลดหย่อนโทษ ในอนาคตอีกด้วย   

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ วินัย.com อยากจะเน้นย้ำสำหรับผู้ที่ประสงค์ต่อสู้คดีด้วยตนเองก็คือ อยากให้ทุกท่าน มีพลังใจ ในการค้นหาพยานหลักฐานเพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพราะจากการพูดคุยกับท่านที่โทรมาปรึกษา ส่วนใหญ่มักท้อใจกับการรื้อค้นเอกสารเก่าๆ หรือการติดตามพยานบุคคลมาสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ทั้งที่ ช่วงเวลานั้น ผู้ถูกกล่าวหายังมีอำนาจหน้าที่ สามารถเข้าถึงพยานเอกสาร และพยานบุคคลต่างๆ ได้ง่ายกว่าช่วงเวลาที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว  ดังนั้น การสร้างพลังใจเรื่องการค้นหาพยานหลักฐาน จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับทุกท่านที่ต้องการต่อสู้คดีด้วยตนเอง   

ส่วนท่านที่ว่าจ้างนักกฎหมายหรือทนายความนั้น วินัย.com ไม่ห่วงเรื่องพลังใจในการค้นหาพยานหลักฐาน เพราะอย่างไรเสีย ท่านก็ต้องโดนกระตุ้น ให้ไปหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอยู่ดี  แต่สิ่งที่เว็บฯ เป็นห่วง และขออนุญาตเรียนตรงๆ ก็คือเรื่อง “เวลา” ที่ท่านมอบให้นักกฎหมายทำงาน เพราะคุณภาพของงานเขียนฯ จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำงาน ดังนั้น ท่านจึงควรรีบไปพบนักกฎหมายหรือทนายความ เพื่อวางรูปคดี ตั้งแต่ก้าวแรกที่ท่านได้รับคำสั่งแต่งตั้งผู้สอบสวน  / ไต่สวน หรืออย่างช้า ก็วันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อที่นักกฎหมายเหล่านั้น จะได้มีเวลาศึกษาคำสั่ง / ข้อกล่าวหา ตลอดทั้ง ทำการซักถามข้อเท็จจริงจากท่าน ก่อนจะพิจารณาตกลงรับเป็นของเจ้าของคดี และออกสตารท์ก้าวเดินไปพร้อมกับท่านได้ตลอดเส้นทางการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครับ 

on 23:17 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |  

ข้อควรรู้ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา


จากข่าวคราวการเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในกระบวนการสอบสวนและไต่สวนต่างๆ หลายท่านอาจสงสัยว่าการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาจะช่วยผู้ถูกกล่าวหาให้รอดพ้นจากการลงโทษได้หรือไม่ หรือจะลงโทษเฉพาะเหล่าปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ถูกกล่าวหาได้เห็นภาพรวมของการดำเนินการทางวินัย วินัย.com จึงใคร่ขอเรียนให้ทราบว่าขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ขั้นตอนการสอบสวนหรือไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนส่งเรื่องให้ อกพ.กรม , กศจ. หรือ ก.ท้องถิ่นต่างๆ ทำการลงโทษ ในขั้นตอนที่สอง ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาคดีต่อไป

สำหรับขั้นตอนที่เกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงนั้น จะอยู่ในขั้นตอนสอบสวนหรือไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำงานของผู้สอบสวน/ไต่สวน ในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามเรื่องกล่าวหา พร้อมทั้งจะเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เพียงพอแก่การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ โดยหากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอ ผู้สอบสวน/ไต่สวนจะทำ การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อไป

สิ่งที่อยากจะย้ำเพื่อเป็นความรู้ในการวางรูปคดีสำหรับผู้ถูกกล่าวหาก็คือ ในขั้นตอนสอบสวนนี้ ฝ่ายผู้สอบสวนจะต้องทำการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ให้ครบทั้ง 2 ด้าน ดังนี้ 
  1. ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ด้านที่จะพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด
  2. ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ด้านที่จะพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์  
เหตุที่ วินัย.com กล่าวเช่นนี้  เพราะเห็นว่ากฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ข้อ 26 ได้กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวน มีหน้าที่สอบสวนเพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหา และดูแลให้บังเกิดความยุติธรรมตลอดกระบวนการสอบสวน กับทั้งข้อ 29 แห่งกฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวน มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่การสอบสวน โดยไม่รับฟังแต่เพียงข้ออ้างหรือพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น 

ดังนั้น กระบวนการทำงานของผู้สอบสวน นอกจากจะเป็นการสอบสวนเพื่อค้นหามูลความผิดตามเรื่องกล่าวหาแล้ว ในทางกลับกันฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับโอกาสในการสอบสวนเพื่อค้นหาความบริสุทธ์ หรือ "ข้อบ่งชี้เจตนากระทำผิด" เพื่อการบรรเทาผลร้ายหรือปรับเปลี่ยนฐานความผิดไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นธรรมสำหรับผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน 



อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ถูกกล่าวหาเองก็อย่าได้นิ่งนอนใจ หากท่านประเมินรูปคดีตามเรื่องกล่าวหาแล้ว เห็นว่ามีช่องทางในการปรับเนื้อเรื่องหรือฐานความผิดให้ตรงกับข้อเท็จจริงหรือสิ่งบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุบรรเทาเรื่องความเสียหายของทางราชการ ซึ่งถือเป็นตัวแปรที่สำคัญของการกำหนดโทษ ท่านควรให้ข้อมูลและร่วมมือกับผู้สอบสวนในการค้นหาความจริง แม้จะมีกฎสอบสวนที่กำหนดให้ผู้สอบสวน ต้องทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งสองด้านก็ตาม แต่บางครั้งทักษะความชำนาญในการไล่สายความผิด ก็อาจไม่เท่าเจ้าหน้าที่วินัย หรือนิติกรที่มีประสบการณ์ 

ทั้งนี้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาต้องไม่ลืมว่าตัวผู้ถูกกล่าวหาเองก็มีสิทธิในชั้นสอบสวนหลายประการ เช่น สิทธิการคัดค้านเพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้สอบสวน  สิทธิการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าฟังการสอบสวน หรือสิทธิที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  รวมทั้งสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกครั้งที่มีการสอบสวนตัวผู้ถูกกล่าวหา จะต้องมีการบันทึกถ้อยคำ และให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจสอบว่าบันทึกนั้นเป็นไปตามคำพูดหรือคำให้การของท่านหรือไม่  ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้ หรือแม้กระทั่งจะกลับคำให้การก็ได้ แต่ท่านต้องระวังว่าการกลับคำให้การนั้น หากมีลักษณะเป็นการให้ถ้อยคำกลับไปมา อาจมีผลกระทบต่อน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานที่ท่านอ้างถึง 

อนึ่ง สำหรับจุดสิ้นสุดของกระบวนการทางวินัยนั้น  เมื่อมีการลงโทษทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ท่านสามารถยื่นหนังสืออุทธรณ์การลงโทษ ต่อองค์คณะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้ และหากองค์คณะผู้พิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจคำวินิจฉัยนั้น ท่านก็สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้อีกเป็นลำดับสุดท้าย
on 23:01 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |  

5 วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา



ในห้องสอบสวน / ไต่สวนที่มีบรรยายกาศการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่เข้มงวด ผู้ถูกกล่าวหาหลายท่านอาจคิดว่าการรีบลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำที่ผู้สอบสวน / ไต่สวนจัดทำขึ้นหลังสิ้นสุดการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหารู้สึกสบายใจ เพราะจะได้รีบออกไปให้พ้นจากห้องสอบสวน / ไต่สวน โดยเร็วที่สุด

แม้จะรู้สึกสบายใจที่ได้ทำเช่นนั้น แต่การเซ็นชื่อในบันทึกถ้อยคำที่ผู้ถูกกล่าวหารู้สึกไม่เห็นด้วยกับข้อความหรือเนื้อหาที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน จดบันทึกไว้ โดยปราศจากการทักท้วงหรือแก้ไขจากท่าน ความรีบร้อนเช่นนั้น อาจได้มาซึ่งความสบายใจเพียงชั่วครู่ แต่ก็อาจนำมาซึ่งความทุกข์ใจที่ยาวนานกว่าในภายหลัง

ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ท่านต้องทนทุกข์หรือเศร้าใจในภายหลัง ท่านจึงควรอ่านวิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในการสอบสวน / ไต่สวน ด้วยวาจา หรือในกรณีที่ท่านถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงเพิ่มเติมด้วยวาจา หลังการส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนี้
  1. คำพูดหรือการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดกับผู้สอบสวน / ไต่สวนนั้น เรียกว่า “คำให้การ” ซึ่งผู้สอบสวน / ไต่สวนจะทำการสรุปย่อ “คำพูด” หรือ “การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ของท่านลงในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา
  2. แม้ข้อความในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา จะไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือคำพูดของท่านที่พูดออกไปทั้งหมด ก็เพราะเป็นการจดบันทึกฯ แบบสรุปย่อตามคำพูดของท่าน แต่สิ่งที่ท่านต้องทำคือ การตรวจดูบันทึกถ้อยคำนั้นว่ามีข้อความหรือเนื้อหาการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่สำคัญ ตรงกับสิ่งที่ท่านพูดออกไปหรือไม่ หรือเป็นการสรุปย่อตามสิ่งที่ผู้สอบสวนคิด (ซึ่งการสรุปย่ออย่างหลังนี้อันตรายมาก  หากเป็นการสรุปย่อ เฉพาะสิ่งที่เป็นผลร้ายตามหลักองค์ประกอบความผิด โดยมองข้ามพฤติการณ์ต่างๆ ที่เป็นคุณ อันจะเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนากระทำผิดของท่าน) 
  3. อย่าลังเลหรือเกรงใจที่จะแก้ไขคำให้การ หากท่านพบว่ามีข้อความในบันทึกฯไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ท่านพูด หรือสิ่งที่ท่านประสงค์ให้ผู้สอบสวนบันทึกไว้ในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา เพราะข้อความเหล่านี้คือคำพูดหรือคำให้การของท่านที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี ท่านควรร้องขอให้ผู้สอบสวนทำการจดบันทึกข้อความที่ต้องการให้การไว้ โดยเฉพาะถ้อยคำเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมาย หรือสิ่งที่เป็นคุณต่างๆ เพราะถ้อยคำในพฤติการณ์บางอย่างที่ท่านให้การถึง อาจมีคุณค่าทางกฎหมายเพราะเป็นตัวบ่งชี้ “เจตนากระทำ”ของท่าน ที่ผู้สอบสวน ผู้ตรวจสำนวน และ อกพ.กรม , กศจ.หรือ ก.ท้องถิ่นต่างๆ อาจหยิบยกมาประกอบการพิจารณาความผิด และการพิจารณาโทษ
  4. จงกล้าที่จะแก้ไขหรือตัดทอนข้อความในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา หากท่านเห็นว่ามีข้อความใดไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ท่านพูด เพราะบางครั้งการสรุปย่อความที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจากทักษะการใช้ภาษาหรือมุมมองในสิ่งที่ผู้สอบสวนคิด ซึ่งกรณีเช่นนี้สำหรับผู้ถูกกล่าวหามือใหม่อาจสังเกตเห็นได้ยาก เพราะความไม่รู้เรื่องเทคนิคการสอบสวนกับหลักการในเรื่ององค์ประกอบความผิด  เว็บวินัยฯ ขอให้ท่านระลึกไว้เสมอว่าองค์ประกอบความผิดก็เหมือนสูตรหรือสมการทางคณิตศาสตร์ ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน ต้องยึดถือใช้เป็นสูตรหรือแนวทางในการค้นหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น ท่านจงอย่ากังวลใจว่าผู้สอบสวน/ไต่สวน จะปฎิบัติกับท่านอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากการร้องขอแก้ไขข้อความต่างๆ เพราะหากข้อความตามบันทึกถ้อยคำของท่าน ไม่อยู่ในสูตรหรือสมการที่จะออกผลลัพธ์ว่า “ลงโทษ” ได้   ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถใช้ประโยชน์จากบันทึกถ้อยคำของท่านฉบับนั้น มาลงโทษท่านได้
  5. จงจำไว้ว่า “บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา” เป็นหลักฐานการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในคดีความ ดังนั้น กระบวนการลงโทษต่างๆที่เกิดขึ้น อาจมีผลมาจากบันทึกถ้อยคำฯที่ท่านลงลายมือชื่อรับรองไว้ รวมทั้งอาจส่งผลต่อในชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ หรือการสู้คดีอาญาในชั้นศาล แม้ภายหลังท่านจะโต้แย้งว่าข้อความที่ถูกบันทึกไว้นั้น มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คำโต้แย้งเช่นนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะมีน้ำหนักให้ผู้ใดรับฟัง ด้วยเหตุที่ขณะท่านลงชื่อในบันทึกถ้อยคำดังกล่าว ท่านมิได้ถูกล่อลวง บังคับหรือขืนใจ อีกทั้งยังมีฐานะเป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีวุฒิภาวะสูงกว่าคนปกติทั่วไป

Tips 5 วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

เมื่อใดที่ท่านลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำ เมื่อนั้นย่อมหมายความว่าท่านได้ยอมรับข้อความ และเนื้อหาของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดในบันทึกถ้อยคำนั้นว่าเป็นความจริง ดังนั้น ก่อนการลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำทุกครั้งท่านควรตรวจสอบข้อความและเนื้อหาในบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมทั้ง จะต้องระมัดระวังเรื่องการเลือกใช้ “คำ” ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

เพราะบางครั้งผู้สอบสวน / ไต่สวน อาจมีการสรุปคำให้การของท่าน โดยเลือกใช้ “คำ” ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่มีเพียงความหมายแตกต่างกันในด้านความรู้สึกและอารมณ์เพียงเล็กน้อย แต่ “คำ” ดังกล่าวอาจเป็น “คำ” ที่มีผลแตกต่างกันอย่างมากในด้านกฎหมายหรือการลงโทษ ตัวอย่าง กว้างๆก็เช่น คำว่า “ใกล้ค่ำ” ซึ่งมีความหมายว่า “จวนหรือใกล้จะมืด ใกล้หมดแสงอาทิตย์” กับคำว่า “หัวค่ำ” ซึ่งมีความหมายว่า “เวลาแรกมืด แต่หมดแสงอาทิตย์แล้ว ” หากมองเผินๆ คำทั้งสองคำต่างก็เป็น “คำ”ที่ให้ความรู้สึกและอารมณ์ในด้านแสงที่สลัวต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ทว่าในด้านกฎหมายและการลงโทษถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ถือเป็นเหตุฉกรรจ์อย่างหนึ่งที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ซึ่งรายละเอียดเล็กๆในเรื่องการเลือกใช้คำในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ เป็นอีกสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในมูลอาญา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้สนับสนุน” การกระทำผิดของผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน ท่านจะต้องเลือกใช้คำให้ถูกต้อง รวมทั้งต้องนำข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นคุณ มาพูดหรือขยายความการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ผู้สอบสวน ผู้ตรวจสำนวน หรือองค์คณะผู้พิจารณาโทษเห็นได้อย่างชัดเจน จะถือสโลแกน “พูดน้อย ต่อยหนัก” ไม่ได้นะครับ เพราะส่วนใหญ่ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา มักจะถูกมัดมือชกด้วยพยานเอกสารต่างๆ ที่ท่านลงนามไปในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้น ท่านคงต้องใช้สโลแกน “ปากก็ต้องกัด  เท้าก็ต้องถีบ” เพื่อออกอาวุธในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ครบทุกกระบวนท่าครับ. 
on 22:47 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |  

ชี้แจงข้อกล่าวหา…เส้นทางที่ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

         
      ผู้ถูกกล่าวหาหลายท่านอาจเคยได้ยินเรื่องการสอบสวน/ไต่สวน ที่สุดท้ายแล้ว “จบไม่สวย” นั่นอาจเป็นเพราะความยุ่งยากในการชี้แจงข้อกล่าวหานั้น นอกจากจะมีเรื่องความไม่รู้วิธีการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการขาดไร้ซึ่งรูปแบบ และตัวอย่างหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว การรับมือกับ “ข้อกล่าวหา” ที่หนักหน่วงเป็นอีกหนึ่งโจทก์ใหญ่ ที่ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องประสบ อีกทั้ง ยังมีปัญหาเรื่องการค้นหา “พยานหลักฐาน” เพื่อนำมา สนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เป็นเรือพ่วงติดตามมา ซึ่งแต่ละปัญหาล้วนชวนให้ผู้ถูกกล่าวหา บางท่านถึงกับท้อแท้ และสิ้นหวังต่อการทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานเอกสารเก่าที่ย้อนหลังไปหลายปี



รูปแบบการชี้แจงข้อกล่าวหา

        การแก้ข้อกล่าวหาในการสอบสวน / ไต่สวนนั้น ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา สามารถดำเนินการแก้ข้อกล่าวหา ได้ 2 รูปแบบ ตัวอย่างเช่น
  1. หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  2. การให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
       แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ถูกกล่าวหา มักจะเลือกการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแบบส่งเป็นหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มากกว่าการเข้าให้ถ้อยคำชี้แจงข้อกล่าวหา อาจเป็นเพราะมันง่าย รวมทั้งสามารถเลือกส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ก็ได้ บรรดาความตึงเครียดจากการเผชิญหน้า ระหว่างผู้ถูกกล่าวหา ในฐานะผู้ท้าชิงข้อกล่าวหา กับผู้สอบสวน/ไต่สวน ในฐานะผู้ตั้งข้อกล่าวหาก็ลดน้อยลง เพราะเมื่อส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อกันแล้ว แต่ละฝ่ายก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน แทบจะไม่ต้องพบกันอีก แต่ในความเรียบง่ายและความสะดวกสบายเช่นนี้ ก็อาจเป็นมหัตภัยเงียบและแฝงไว้ด้วยความน่ากังวล ว่าในอีก 5 – 6เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า  จะมีคำสั่งลงโทษหรือหนังสือแจ้งผลการยุติเรื่อง แจ้งเวียนมาให้เซ็นทราบหรือไม่ อย่างไร

ชี้แจงข้อกล่าวหา ตัวแปรอนาคตและอิสรภาพ

        ที่จริงแล้วทีมงานเว็บวินัยฯ คุยกันมาเยอะตอนทำเนื้อหาเรื่องการสอบสวนวินัยร้ายแรง และการไต่สวนที่มีการชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาในเพจการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ว่า ไม่อยากเล่าเรื่องหรือยกตัวอย่างการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างคนโลกสวย เพราะปลายทางของกระบวนการสอบสวน/ไต่สวน ไม่ได้มีแต่เรื่องเชิงบวก ผู้ถูกกล่าวหาที่ผิดหวัง อาจมีภาระเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษวินัย หรือการต่อสู้คดีอาญาติดตามมาภายหลัง แต่สุดท้ายแล้วภาพที่ทีมงานคิดว่าใครๆอยากเห็น ก็คงหนีไม่พ้นภาพแห่งชัยชนะในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งก็คือ “การยุติเรื่อง” หรือการได้รับคำวินิจฉัยให้ข้อกล่าวหาตกไป

        ดังนั้น ทีมงานเว็บวินัยฯ จึงได้คิดจัดทำบทความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ในกระบวนการสอบสวน/ไต่สวน เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกท่านได้ศึกษา และใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดี ช่วยตนเองให้พ้นจากความรับผิดได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไป


เทคนิค "ชี้แจงข้อกล่าวหา"     

        การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในทางกฎหมายนั้น ผู้ถูกกล่าวหาจำต้องมีเทคนิคในการแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งเทคนิคสำคัญของการชี้แจงข้อกล่าวหาที่จะกล่าวไว้เบื้องต้นในหน้าเพจนี้ คือ การจับกลุ่มข้อความตามการบรรยายข้อกล่าวหา ของผู้สอบสวน/ไต่สวน และนำมาถอดแยก แบ่งตามองค์ประกอบความผิด ในฐานผิดต่างๆ ตัวอย่าง เช่น
  1. ฐานความผิดทางวินัย ตามประเภทข้าราชการ เช่น พรบ.ขรก.พลเรือน พรบ. ขรก.ครู หรือ ขรก.ท้องถิ่น
  2. ฐานความผิดทางอาญา หมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (มาตรา 147 – 166)
  3. ฐานความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
       ทั้งนี้ เพื่อการค้นหาพฤติการณ์กระทำผิด ตามท้องเรื่องที่ถูกกล่าวหาในแต่ละองค์ประกอบความผิด  กับทั้งเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้เลือกใช้เป็นประเด็นโต้แย้งในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตามแนวทางต่อสู้คดีที่วางไว้   
       และนอกจากเทคนิคการชี้แจงข้อกล่าวหาข้างต้นแล้ว กระบวนการแก้ข้อกล่าวหายังมีเทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือการนำข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ซึ่งผ่านการเก็บข้อมูลและการค้นหาพยานหลักฐานจนได้ข้อยุติแล้ว มาปรับกับองค์ประกอบความผิดตามข้อกฎหมาย และใช้เป็นข้อมูลหรือวัตถุดิบในการเขียนแก้ข้อกล่าวหา เพราะการส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้วยคำอธิบายที่สั้น และขาดเหตุผล  รวมทั้ง ไร้ซึ่งพยานหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา มันอาจจะเกิดผลร้ายต่อรูปคดีของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษหรือชั้นศาล 

ท้ายเพจ “ชี้แจงข้อกล่าวหา”

       หากเปรียบเปรยว่า การลงทุนเก็บพยานหลักฐานเพื่อประกอบการชี้แจงข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน / ไต่สวนนั้น เปรียบเสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสี่ตัว  ก็คงจะเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดไปจากข้อความท้ายนี้เท่าใดนัก 
       เพราะว่ากระบวนการทางวินัยตั้งแต่ต้นจนจบ ต่างใช้การพิจารณาในระบบไต่สวนเช่นเดียวกัน กล่าวคือ
  1. การพิจารณาชั้นสอบวินัย / ชั้นไต่สวนชี้มูลความผิด -> ใช้ระบบไต่สวน
  2. การพิจารณาชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ  –> ใช้ระบบไต่สวน
  3. การพิจารณาชั้นศาลปกครอง –> ใช้ระบบไต่สวน 
  4. การพิจารณาชั้นศาลคดีทุจริตฯ –> ใช้ระบบไต่สวน
      ดังนั้น เมื่อกระบวนการทางวินัยทุกระดับชั้น ต่างใช้การพิจารณาในระบบไต่สวน ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จึงควรมองการณ์ไกล ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน / ไต่สวน และวางแผนการเก็บพยานหลักฐานที่เป็นคุณต่อตัวท่าน และเหมาะสมสำหรับการต่อสู้คดี หรือการขอลดหย่อนโทษ  หากว่าท่านจำต้องลงสนามในชั้นอุทธรณ์ฯ หรือชั้นศาล เพื่อต่อสู้อีกครั้งให้กับอนาคตการงาน และอิสรภาพแห่งชีวิตครับ
on 20:26 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |