Ads block

Banner 728x90px

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อกฎหมาย


 ก่อนจะไปถึงเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนั้น เชื่อว่าผู้อุทธรณ์ฯ ทั้งที่เป็น ขรก. พลเรือน ตำรวจ ครู ท้องถิ่น เทศบาล อบต. ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ต่างต้องเผชิญกับเรื่องการสอบสวน / ไต่สวน ที่สุดท้ายแล้วจบไม่สวยมาก่อน ซึ่ง วินัย.com ก็ยอมรับว่าตกใจ ที่ต้องมาเสนอความจริงในมุมมืดที่ชวนเศร้า เช่นเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนี้ แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ คือความจริงที่มีอยู่ในกระบวนการทางวินัย เพียงแต่ว่าโชคชะตาจะพัดพาผู้ถูกกล่าวหารายใด ให้ต้องมาต่อสู้อีกครั้งในชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนี้

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย

เป็นเรื่องที่รับรู้ และทราบกันอย่างแพร่หลายว่า ผู้ถูกลงโทษทางวินัยที่เป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ครู ท้องถิ่น เทศบาล อบต. และลูกจ้างประจำ มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ และผู้ถูกลงโทษทางวินัยที่เป็นพนักงานราชการ มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยภายใน 15 วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ  แต่ในความรู้ที่แพร่หลายเรื่องกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ที่ต้องกระทำภายใน 30 วัน หรือ 15 วันข้างต้น จะมีกี่คนที่ทราบถึงวิธีการเขียนอุทธรณ์คำสั่งโทษทางวินัย ว่า ผู้อุทธรณ์ฯ ทั้งที่เป็น ขรก. พลเรือน ตำรวจ ครู ท้องถิ่น เทศบาล อบต. ลูกจ้างประจำ และ พนักงานราชการ จะต้องเขียนแสดงข้อเท็จจริง และเหตุผลในคำอุทธรณ์ฯ อย่างไร เพื่อให้ผุู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่าผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง

ดังนั้น ในหน้าเพจเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนี้ วินัย.คอม จึงขออนุญาตกล่าวถึงเทคนิคที่สำคัญของการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรือตัวอย่างอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ที่ผู้อุทธรณ์ฯ ทั้ง ขรก. ครู เทศบาล อบต. ลูกจ้างประจำ และ พนักงานราชการ ควรใช้เป็นหลัก หรือใช้เป็นตัวอย่างในการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ซึ่งก็คือ การแบ่งการเขียนคำอุทธรณ์ฯ ออกเป็นกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย และกลุ่มปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อชี้ช่องให้องค์กรผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่ากระบวนการดำเนินการทางวินัยกับผู้อุทธรณ์ฯ ในขั้นตอนต่างๆ มีความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม ดังนี้

การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อกฎหมาย

หลังจากจัดเตรียมเอกสารอันเป็นวัตถุดิบสำหรับการเขียนอุทธรณ์ฯ เสร็จสิ้นแล้ว การเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกของการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย ที่ผู้อุทธรณ์ ทั้งที่เป็น ขรก.พลเรือน ตำรวจ ครู ท้องถิ่น เทศบาล อบต. และพนักงานราชการ จะต้องทุ่มเทพลัง และระดมสมองไปกับการเขียนอุทธรณ์ในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย เพราะมันเป็นโจทย์ที่ง่ายที่สุดของการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เนื่องจากข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้เขียนรวมไว้ในสำนวนคดีมันหยุดนิ่ง และยุติลงแล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงในเรื่องอะไรก็ตาม ที่มีอยู่ในสำนวน หากไม่ถูกต้องตามกฎ หรือระเบียบ ท่านก็สามารถนำมาเขียนเป็นคำโต้แย้งในปัญหาข้อกฎหมายได้เลย โดยที่ผู้อุทธรณ์ฯ ไม่จำต้องกังวลว่าตนเองจะเขียนวางตรรกะทางความคิดอย่างไร เพื่อโต้เถียงกับข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น เช่น ตัวอย่างอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย กรณีพบว่าบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ได้ปรากฏกรณีผู้สอบสวนไม่สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือ ประธานกรรมการมิได้ลงนามในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา โดยข้อความที่ขีดเส้นใต้ข้างต้น คือข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่ง และยุติแล้วตามพยานเอกสาร ซึ่งก็คือ “บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา” ฉบับที่ผู้สอบสวน ส่งมาให้ผู้ถูกกล่าวหา

ส่วนวิธีการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ก็ให้ท่านนำข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่งดังกล่าว ไปปรับกับข้อกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้คือ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 จากนั้นให้นำไปเขียนบรรยายเป็นคำโต้แย้ง ดังข้อความตามตัวอย่างอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ท้ายนี้

ข้าฯ ขออุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จากกรณีที่กระบวน การดำเนินการทางวินัยกับผู้อุทธรณ์ ในช่วงขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ได้ปรากฏการกระทำที่ผิด กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 เพราะผู้สอบสวน มิได้ทำการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้อุทธรณ์ทราบ หรือ ประธานกรรมการสอบสวน ไม่ได้ลงนามในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ฯลฯ ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด และส่งผลให้คำสั่งกรม / กระทรวง ….. ที่สั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ โดยอาศัยผลการสอบสวนที่มิชอบด้วยหลักเกณฑ์การสอบสวนดังกล่าว จึงมิชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย

สำหรับมือใหม่แล้ว เว็บวินัย ขอแนะนำให้เขียนกันสั้นๆ เฉพาะใจความสำคัญตามตัวอย่างอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยข้างต้นก็พอแล้ว เพราะอย่างไรเสียท่านก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ผู้สอบสวน ทำผิดกฎสอบสวนจริงๆ ส่วนการเขียนข้อความเพื่อโน้มน้าว ในปัญหาข้อกฎหมายนั้น จะต่างจากการเขียนข้อความโน้มน้าวในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์ฯ จำเป็นต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของทนายความ นักกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่วินัยประจำหน่วยงาน ช่วยชี้ช่องในการเขียนข้อความโน้มน้าวทางคดี

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมายก็คือ การไม่เขียนความเห็นของตนเอง ลงไปโต้เถียงกับข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วเหล่านั้น ว่าหากข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น ผลจะต้องออกมาเป็นอย่างนี้ เพราะมันอาจทำให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เข้าใจผิด และหลงคิดว่าท่านประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้อุทธรณ์ ต้องกลับไปอยู่ในสภาวะเสี่ยง เนื่องจากต้องฝากโชคชะตาไว้กับดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอีกครั้ง ทั้งที่ ปัญหาของผู้อุทธรณ์ อาจจบได้สวยด้วยการอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว

จากนั้น เมื่อท่านไล่เก็บปัญหาข้อกฎหมายได้หมดแล้ว จึงค่อยเอาเวลาที่เหลือไปเล่นกับโจทย์ที่ยาก และสิ้นเปลืองเวลา รวมทั้ง พลังสมองมากที่สุด ซึ่งก็คือการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในปัญหาข้อเท็จจริง

by อ.แจ๊ค ที่ปรึกษาคดีวินัย