การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย


ก่อนจะกล่าวถึงการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย หรือการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ผู้อุทธรณ์ฯ หลายท่าน อาจต้องเผชิญกับเรื่องสอบสวน / ไต่สวน ที่สุดท้ายแล้วจบไม่สวยมาก่อน ซึ่ง วินัย.com  ก็ยอมรับว่าตกใจ ที่ต้องมาเสนอความจริงในมุมมืดที่ชวนเศร้า เช่นเรื่องการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัยนี้ แต่ วินัย.com ขอเรียนว่า สิ่งเหล่านี้คือ ความจริงที่มีอยู่ในกระบวน การทางวินัย เพียงแต่เราเลือกที่จะมองไม่เห็น หรือเลือกที่จะเข้าไปรู้จักกับการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนี้หรือไม่

การเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย,คัวอย่างการเขียนอุทธรณ์โทษวินัย

การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย

เป็นเรื่องที่รับรู้ และทราบกันอย่างแพร่หลายว่า ผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่งลงโทษ แต่ในความรู้ที่แพร่หลายเรื่องสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยภายใน 30 วันนั้น จะมีใครที่ทราบถึงวิธีการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย ว่าผู้อุทธรณ์จะต้องแสดงข้อเท็จจริง และเหตุผลในการอุทธรณ์ฯอย่างไร เพื่อให้ผุู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้อุทธรณ์ถูกลงโทษอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรม อย่างไรบ้าง 

ดังนั้น ในหน้าเพจเรื่องการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัยนี้  เว็บวินัยฯ จึงขออนุญาตกล่าวถึงเทคนิคที่สำคัญของการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ที่ผู้อุทธรณ์ควรยึดเป็นหลักในการเขียนอุทธรณ์ฯ ซึ่งก็คือ การแยกเขียนคำอุทธรณ์ฯ ออกเป็นกลุ่มปัญหาข้อเท็จจริง กับกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย เพื่อชี้ช่องให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่ากระบวนการดำเนินการทางวินัยกับผู้อุทธรณ์ ในขั้นตอนต่างๆ เช่น
  • ขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
  • ขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน
  • ขั้นตอนการพิจารณาความผิด
  • ขั้นตอนการพิจารณาโทษ
ว่ามีความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรมกับผู้อุทธรณ์ฯ ตามกลุ่มปัญหาท้ายนี้อย่างไร
1.กลุ่มปัญหาข้อเท็จจริง ผู้อุทธรณ์ฯ อาจตรวจพบข้อเท็จจริงเหล่านี้จากสำนวนการสอบสวน / ไต่สวน และสามารถยกเป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยในกลุ่มปัญหาข้อเท็จจริงได้ ดังนี้
  • พยานหลักฐานตามข้อกล่าวหา ไม่ชัดเจนหรือไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษผู้อุทธรณ์ 
  • การรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
  • กรรมการสอบสวนขาดความเป็นกลาง 
  • การกำหนดโทษหนักเกินไป ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด 
2.กลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ฯ อาจตรวจพบข้อมูลเหล่านี้จากสำนวนการสอบสวน / ไต่สวน และสามารถยกเป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมายได้ ดังนี้ 
  • การออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนโดยไม่มีอำนาจ
  • กรรมการสอบสวนไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย
  • ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและให้โอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
  • ไม่มีการระบุพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา
  • ผู้สั่งลงโทษไม่มีอำนาจตามกฎหมาย 

การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย กลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย 

สิ่งสำคัญอันดับแรกของการเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย คือการทุ่มพลัง และระดมสมองไปกับการเขียนอุทธรณ์ในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย เพราะมันเป็นโจทก์ที่ง่ายที่สุดของการเขียนอุทธรณ์ฯเนื่องจากข้อเท็จจริงต่างๆที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน รวบรวมไว้ในสำนวนคดีมันหยุดนิ่ง และยุติแล้ว ดังนั้น อะไรก็ตามที่มันไม่ถูกต้องตามกฎ หรือระเบียบ ท่านสามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อมูลการเขียนอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฏหมายได้เลย โดยผู้อุทธรณ์ฯ ไม่ต้องกังวลกับการวางตรรกะความคิดเพื่อโต้เถียงในเรื่องข้อเท็จจริงต่าง ๆ อีก ตัวอย่างเช่น บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ได้ปรากฏ กรณีไม่สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือ กรณีประธานกรรมการสอบสวนไม่ได้ลงนามในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา  ซึ่งข้อความที่ขีดเส้นใต้ข้างต้น คือข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่ง และยุติตามพยานเอกสาร (บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ) แล้ว ไม่มีใครสามารถไปโต้แย้ง , แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดๆได้อีก 
ส่วนวิธีการเขียนคำอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมายนี้ ก็ให้ท่านนำข้อเท็จจริงที่หยุดนิ่งดังกล่าว ไปปรับกับข้อกฎหมายในเรื่องหลักเกณฑ์การจัดทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ซึ่งในที่นี้คือ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 และนำไปเขียนบรรยายความเป็นข้อโต้แย้งในคำอุทธรณ์ฯ ดังนี้
ข้าฯ ขออุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย  จากกรณีที่กระบวน การดำเนินการทางวินัยกับผู้อุทธรณ์ในขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ได้ปรากฏการกระทำที่ผิด กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย 2556 ข้อ 40 เพราะผู้สอบสวน มิได้ทำการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้อุทธรณ์ทราบ หรือ ประธานกรรมการสอบสวน ไม่ได้ลงนามในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ฯลฯ ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการที่กฎหมายกำหนด  ซึ่งส่งผลให้คำสั่งกรม / กระทรวง … ที่สั่งลงโทษผู้อุทธรณ์ โดยอาศัยผลการสอบสวน ที่มิชอบด้วยหลักเกณฑ์การสอบสวนดังกล่าว จึงมิชอบด้วยกฏหมายตามไปด้วย 
ทั้งนี้ เว็บวินัยฯ ขอเรียนว่าการเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมายข้างต้นถือเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับผู้อุทธรณ์ เพราะข้อเท็จจริงต่างๆ ตามสำนวนการสอบสวน / ไต่สวน มันหยุดนิ่ง มันยุติแล้ว เพียงแต่ท่านต้องขยันอ่านหลักเกณฑ์การสอบสวน / ไต่สวน และมุ่งหาข้อบกพร่องต่างๆ จากเอกสารในสำนวนคดีให้ละเอียดเท่านั้นเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ท่านไม่ควรเขียนอุทธรณ์ฯในกลุ่มปัญหาข้อกฎหมาย โดยการไปโต้เถียงกับข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่า หากข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น หรืออย่างนี้ ผลจะออกมาเป็นอย่างโน้น เพราะอาจทำให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เข้าใจผิด และคิดว่าท่านประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งกรณีดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้อุทธรณ์ฯ ต้องไปเผชิญโชคชะตา เสี่ยงกับเรื่องดุลยพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอีกครั้ง ทั้งที่ บางครั้งปัญหาของผู้อุทธรณ์ อาจจบได้สวยด้วยการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว
จากนั้น เมื่อท่านไล่เก็บปัญหาข้อกฎหมายได้หมดแล้ว จึงค่อยเอาเวลาที่เหลือไปเล่นกับโจทก์ที่ยาก และสิ้นเปลืองเวลา รวมทั้งพลังสมองมากที่สุด ซึ่งก็คือการเขียนอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริง

การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย กลุ่มปัญหาข้อเท็จจริง

“เพราะประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ ดังนั้น  ร่องรอยการต่อสู้  บาดแผล และคราบน้ำตาของผู้แพ้  จึงอาจไม่มีการบันทึกไว้”  ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา วินัย.com มักจะพบว่าการทำเนื้อหาในสำนวนการสอบสวนปัจจุบันนี้  ส่วนใหญ่มักจะมีแนวโน้มหรือปลายทางของเรื่องราวในสำนวน เช่นเดียวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์  
ดังนั้น หากในชั้นสอบสวน / ไต่สวน ผู้อุทธรณ์มิได้วางแผนการเขียน “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” แบบจัดหนัก จัดเต็ม แยกเป็นรายประเด็นทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล เพื่อให้รายงานการสอบสวน / ไต่สวน ได้ปรากฎ ร่องรอยการต่อสู้ (ข้อโต้แย้ง) ของท่าน รวมทั้ง ผลการพิจารณาของผู้สอบสวน / ไต่สวน ต่อประเด็นข้อต่อสู้ (ข้อโต้แย้ง) เพื่อให้ผู้อุทธรณ์ฯ ได้ใช้เป็นหัวเชื้อสำหรับการเขียนอุทธรณ์ฯ ในอนาคตแล้ว
การอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขาดการวางแผนมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน / ไต่สวน ก็อาจไม่เป็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ให้กับผู้อุทธรณ์ฯ  เพราะการอุทธรณ์ฯ ในปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมาะสมและตรงประเด็นที่สุด คือการนำเอาข้อบกพร่องจากการรับฟังข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏตามรายงานการสอบสวน / ไต่สวน มาเขียนโต้แย้ง และหักล้างความเห็นของผู้สอบสวน / ไต่สวน หรือ อกพ. ผู้สั่งลงโทษ ว่ามีความไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นธรรมกับท่านอย่างไรครับ

อนึ่ง สำหรับวิธีการแก้ไขกรณีสำนวนสอบสวน ไม่ปรากฏ ร่องรอยการต่อสู้  ในปัญหาข้อเท็จจริงที่เป็นคุณหรือเป็นผลดีกับผู้อุทธรณ์ฯ เพราะเหตุที่มิได้วางแผนการเขียนหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแบบจัดหนัก จัดเต็มมาก่อนนั้น  การแก้ไขในชั้นอุทธรณ์ฯ จะคล้ายกับการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาซ้ำอีกครั้ง กล่าวคือฝ่ายผู้อุทธรณ์ จะต้องทำการเขียนคำอุทธรณ์ฯ ด้วยการบอกเล่าข้อเท็จจริงในประเด็นที่ต้องการอุทธรณ์ฯ ย้อนกลับไปตั้งแต่ข้อความตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ จากนั้นให้ท่านทำการอธิบายถึงการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในครั้งน้้น พร้อมส่งพยานหลักฐานที่สนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหาต่อองค์คณะผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ เพื่อให้เกิดการพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงนั้นอีกครั้งในช้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย  


TIPS: การเขียนอุทธรณ์โทษทางวินัย

นอกจากเทคนิคสำคัญ ในเรื่องการเขียนแยกอุทธรณ์โทษทางวินัย ออกเป็นกลุ่มปัญหาข้อเท็จจริง และกลุ่มปัญหาข้อกฎหมายตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การเขียนอุทธรณ์ฯยังมีเทคนิคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่ง วินัย.com อยากจะกล่าวแนะนำไว้ ก็คือ ในการเขียนข้อโต้แย้งต่างๆ ในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนั้น ฝ่ายผู้อุทธรณ์จำต้องมีการอ้างถึงพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งของตนด้วย มิฉะนั้น ข้อโต้แย้งดังกล่าวอาจเป็นข้อโต้แย้งเพียงลอยๆ ที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับ และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
ส่วนกรณีการกล่าวอ้างพยานหลักฐานเดิม ซึ่งเคยเป็นพยานหลักฐานที่ท่านกล่าวอ้างไว้ในชั้นสอบสวน / ไต่สวน ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ฯ ท่านประสงค์อ้างพยานหลักฐานนั้นอีกก็สามารถทำได้ เพียงแต่ท่านต้องทำการเขียนอธิบายและยืนยันให้ชัดเจนมากกว่าชั้นสอบสวน / ไต่สวน ว่าพยานหลักฐานนั้นจะหักล้างความเห็นและคำวินิจฉัยในเรื่องใด บรรทัดใด ในรายงานการสอบสวน / ไต่สวน หน้าใด เพราะบางครั้งการโต้แย้งโดยการนำเสนอพยานหลักฐานเดิม ที่เคยผ่านการพิจารณามาแล้ว เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยใหม่ ถือเป็นการโต้แย้งในเรื่องดุลยพินิจการรับฟังพยานหลักฐาน ดังนั้น การเขียนข้อโต้แย้งที่เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานชิ้นนั้น จะต้องมีการเขียนวิเคราะห์เพิ่มเติมในเรื่องความบกพร่องของพยานหลักฐานชิ้นนั้น ว่าไม่สมควรนำไปรับฟังเพื่อประกอบการลงโทษกับผู้อุทธรณ์อย่างไร หรือทำการส่งเอกสารทางวิชาการ เพื่อไปหักล้างดุลยพินิจ และความเห็นเดิมให้ชัดเจน มิเช่นนั้น อาจเป็นการโต้แย้งที่เหนื่อยเปล่า
รวมทั้ง ผู้อุทธรณ์ฯ จะต้องระมัดระวัง มิให้ข้อความในหนังสืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ไปขัดแย้งกับแนวทางการต่อสู้เดิม ตามหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ผู้อุทธรณ์ฯ เคยยื่นไว้ในชั้นสอบสวน / ไต่สวน มิฉะนั้น อาจเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์ฯ ให้ถ้อยคำกลับไปมา ขัดแย้งกันเอง ซึ่งอาจส่งผลให้การเขียนอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยของท่าน ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังครับ