5 วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา



ในห้องสอบสวน / ไต่สวนที่มีบรรยายกาศการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่เข้มงวด ผู้ถูกกล่าวหาหลายท่านอาจคิดว่าการรีบลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำที่ผู้สอบสวน / ไต่สวนจัดทำขึ้นหลังสิ้นสุดการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถูกกล่าวหารู้สึกสบายใจ เพราะจะได้รีบออกไปให้พ้นจากห้องสอบสวน / ไต่สวน โดยเร็วที่สุด

แม้จะรู้สึกสบายใจที่ได้ทำเช่นนั้น แต่การเซ็นชื่อในบันทึกถ้อยคำที่ผู้ถูกกล่าวหารู้สึกไม่เห็นด้วยกับข้อความหรือเนื้อหาที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน จดบันทึกไว้ โดยปราศจากการทักท้วงหรือแก้ไขจากท่าน ความรีบร้อนเช่นนั้น อาจได้มาซึ่งความสบายใจเพียงชั่วครู่ แต่ก็อาจนำมาซึ่งความทุกข์ใจที่ยาวนานกว่าในภายหลัง

ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้ท่านต้องทนทุกข์หรือเศร้าใจในภายหลัง ท่านจึงควรอ่านวิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในการสอบสวน / ไต่สวน ด้วยวาจา หรือในกรณีที่ท่านถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงเพิ่มเติมด้วยวาจา หลังการส่งหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ดังนี้
  1. คำพูดหรือการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดกับผู้สอบสวน / ไต่สวนนั้น เรียกว่า “คำให้การ” ซึ่งผู้สอบสวน / ไต่สวนจะทำการสรุปย่อ “คำพูด” หรือ “การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ของท่านลงในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา
  2. แม้ข้อความในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา จะไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือคำพูดของท่านที่พูดออกไปทั้งหมด ก็เพราะเป็นการจดบันทึกฯ แบบสรุปย่อตามคำพูดของท่าน แต่สิ่งที่ท่านต้องทำคือ การตรวจดูบันทึกถ้อยคำนั้นว่ามีข้อความหรือเนื้อหาการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่สำคัญ ตรงกับสิ่งที่ท่านพูดออกไปหรือไม่ หรือเป็นการสรุปย่อตามสิ่งที่ผู้สอบสวนคิด (ซึ่งการสรุปย่ออย่างหลังนี้อันตรายมาก  หากเป็นการสรุปย่อ เฉพาะสิ่งที่เป็นผลร้ายตามหลักองค์ประกอบความผิด โดยมองข้ามพฤติการณ์ต่างๆ ที่เป็นคุณ อันจะเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนากระทำผิดของท่าน) 
  3. อย่าลังเลหรือเกรงใจที่จะแก้ไขคำให้การ หากท่านพบว่ามีข้อความในบันทึกฯไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ท่านพูด หรือสิ่งที่ท่านประสงค์ให้ผู้สอบสวนบันทึกไว้ในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา เพราะข้อความเหล่านี้คือคำพูดหรือคำให้การของท่านที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดี ท่านควรร้องขอให้ผู้สอบสวนทำการจดบันทึกข้อความที่ต้องการให้การไว้ โดยเฉพาะถ้อยคำเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมาย หรือสิ่งที่เป็นคุณต่างๆ เพราะถ้อยคำในพฤติการณ์บางอย่างที่ท่านให้การถึง อาจมีคุณค่าทางกฎหมายเพราะเป็นตัวบ่งชี้ “เจตนากระทำ”ของท่าน ที่ผู้สอบสวน ผู้ตรวจสำนวน และ อกพ.กรม , กศจ.หรือ ก.ท้องถิ่นต่างๆ อาจหยิบยกมาประกอบการพิจารณาความผิด และการพิจารณาโทษ
  4. จงกล้าที่จะแก้ไขหรือตัดทอนข้อความในบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา หากท่านเห็นว่ามีข้อความใดไม่ตรงกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ท่านพูด เพราะบางครั้งการสรุปย่อความที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจากทักษะการใช้ภาษาหรือมุมมองในสิ่งที่ผู้สอบสวนคิด ซึ่งกรณีเช่นนี้สำหรับผู้ถูกกล่าวหามือใหม่อาจสังเกตเห็นได้ยาก เพราะความไม่รู้เรื่องเทคนิคการสอบสวนกับหลักการในเรื่ององค์ประกอบความผิด  เว็บวินัยฯ ขอให้ท่านระลึกไว้เสมอว่าองค์ประกอบความผิดก็เหมือนสูตรหรือสมการทางคณิตศาสตร์ ที่ผู้สอบสวน/ไต่สวน ต้องยึดถือใช้เป็นสูตรหรือแนวทางในการค้นหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น ท่านจงอย่ากังวลใจว่าผู้สอบสวน/ไต่สวน จะปฎิบัติกับท่านอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากการร้องขอแก้ไขข้อความต่างๆ เพราะหากข้อความตามบันทึกถ้อยคำของท่าน ไม่อยู่ในสูตรหรือสมการที่จะออกผลลัพธ์ว่า “ลงโทษ” ได้   ก็จะไม่มีผู้ใดสามารถใช้ประโยชน์จากบันทึกถ้อยคำของท่านฉบับนั้น มาลงโทษท่านได้
  5. จงจำไว้ว่า “บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา” เป็นหลักฐานการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในคดีความ ดังนั้น กระบวนการลงโทษต่างๆที่เกิดขึ้น อาจมีผลมาจากบันทึกถ้อยคำฯที่ท่านลงลายมือชื่อรับรองไว้ รวมทั้งอาจส่งผลต่อในชั้นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ หรือการสู้คดีอาญาในชั้นศาล แม้ภายหลังท่านจะโต้แย้งว่าข้อความที่ถูกบันทึกไว้นั้น มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คำโต้แย้งเช่นนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะมีน้ำหนักให้ผู้ใดรับฟัง ด้วยเหตุที่ขณะท่านลงชื่อในบันทึกถ้อยคำดังกล่าว ท่านมิได้ถูกล่อลวง บังคับหรือขืนใจ อีกทั้งยังมีฐานะเป็นถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีวุฒิภาวะสูงกว่าคนปกติทั่วไป

Tips 5 วิธีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

เมื่อใดที่ท่านลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำ เมื่อนั้นย่อมหมายความว่าท่านได้ยอมรับข้อความ และเนื้อหาของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดในบันทึกถ้อยคำนั้นว่าเป็นความจริง ดังนั้น ก่อนการลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำทุกครั้งท่านควรตรวจสอบข้อความและเนื้อหาในบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมทั้ง จะต้องระมัดระวังเรื่องการเลือกใช้ “คำ” ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

เพราะบางครั้งผู้สอบสวน / ไต่สวน อาจมีการสรุปคำให้การของท่าน โดยเลือกใช้ “คำ” ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่มีเพียงความหมายแตกต่างกันในด้านความรู้สึกและอารมณ์เพียงเล็กน้อย แต่ “คำ” ดังกล่าวอาจเป็น “คำ” ที่มีผลแตกต่างกันอย่างมากในด้านกฎหมายหรือการลงโทษ ตัวอย่าง กว้างๆก็เช่น คำว่า “ใกล้ค่ำ” ซึ่งมีความหมายว่า “จวนหรือใกล้จะมืด ใกล้หมดแสงอาทิตย์” กับคำว่า “หัวค่ำ” ซึ่งมีความหมายว่า “เวลาแรกมืด แต่หมดแสงอาทิตย์แล้ว ” หากมองเผินๆ คำทั้งสองคำต่างก็เป็น “คำ”ที่ให้ความรู้สึกและอารมณ์ในด้านแสงที่สลัวต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ทว่าในด้านกฎหมายและการลงโทษถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ถือเป็นเหตุฉกรรจ์อย่างหนึ่งที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ในเวลากลางวัน ซึ่งรายละเอียดเล็กๆในเรื่องการเลือกใช้คำในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ เป็นอีกสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในมูลอาญา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้สนับสนุน” การกระทำผิดของผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน ท่านจะต้องเลือกใช้คำให้ถูกต้อง รวมทั้งต้องนำข้อเท็จจริงในส่วนที่เป็นคุณ มาพูดหรือขยายความการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ผู้สอบสวน ผู้ตรวจสำนวน หรือองค์คณะผู้พิจารณาโทษเห็นได้อย่างชัดเจน จะถือสโลแกน “พูดน้อย ต่อยหนัก” ไม่ได้นะครับ เพราะส่วนใหญ่ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา มักจะถูกมัดมือชกด้วยพยานเอกสารต่างๆ ที่ท่านลงนามไปในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้น ท่านคงต้องใช้สโลแกน “ปากก็ต้องกัด  เท้าก็ต้องถีบ” เพื่อออกอาวุธในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาให้ครบทุกกระบวนท่าครับ. 
on 22:47 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |