การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้วยความช่างสงสัย


ตัวเลข 15 วันของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา สำหรับผู้ถูกกล่าวหาบางท่านแล้ว อาจยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะเริ่มการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอย่างไร แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า “ความช่างสงสัย” คือ บ่อเกิดแห่งปัญญา รวมทั้งอาจกล่าวได้ว่า “ความช่างสงสัย” คือทางรอดในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อีกทางหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหา

ในอดีต หากใครเคยเป็นแฟนคลับของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง อิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ท่านจะต้องรู้จัก “เจ้าหนูจาไม” เด็กชายตัวเล็กซึ่งพูดไม่ชัด แต่มักตั้งคำถามกับผู้คนรอบข้าง จากความช่างสงสัยสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวว่า “จาไมละ”หรือ “ทำไมละ” ตลอดเวลา ซึ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าตั้งแต่ท่านโชกุน ไปจนถึงอิกคิวซัง ที่ต้องมานั่งคิด หาคำตอบให้กับความช่างสงสัยของเจ้าหนูจาไม ว่าทำไมของสิ่งนั้น จึงต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้



สำหรับกระบวนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทันทีที่เราเจอกับคำถามว่า “ทำไม” กระบวนความคิดต่างๆของเรา จะต้องมีการชะงัก เพื่อหยุดคิด  ก่อนจะตอบคำถาม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ทำไม”เหล่านั้น  

ดังนั้น การเขียนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือการร่างข้อต่อสู้ต่างๆ ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จึงควรตั้งคำถามในใจ ว่า “ทำไม” กับทุกข้อความที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาเขียนบรรยายในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวฯ โดยเฉพาะกลุ่มข้อความ ดังนี้

1.กลุ่มข้อความอันเป็นเนื้อเรื่องหรือข้อเท็จจริง ตามหลักองค์ประกอบความผิดในฐานความผิดที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา

2.กลุ่มข้อความตามรายการพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และควรจัดหมวดหมู่ว่าอะไรเป็นประจักษ์พยาน อะไรเป็นพยานบอกเล่า หรือเป็นพยานแวดล้อม เพราะการเขียนข้อต่อสู้จะแตกต่างกันตามประเภทของพยานหลักฐาน 

ทั้งนี้ เพื่อการค้นหาข้อบกพร่องของเนื้อเรื่องหรือข้อเท็จจริง ที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาเขียนบรรยายตามหลักองค์ประกอบความผิด รวมทั้ง เพื่อการค้นหาข้อบกพร่องของพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน นำมาใช้เชื่อมโยงความผิดกับตัวผู้ถูกกล่าวหา 

เนื่องจากการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ดีนั้น นอกจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องทำการเขียนข้อต่อสู้ในเนื้อหาหลักแล้ว บรรดาข้อบกพร่องต่างๆ ที่ท่านค้นพบ แม้เป็นเพียงเนื้อหารอง แต่ก็เป็นข้อมูลโน้มน้าวที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องพยายามเขียนนำเสนอให้ปรากฏในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใต้กรอบแนวคิด ( concept ) ที่ว่า “ข้อเท็จจริง” หรือ “พยานหลักฐาน” ที่คณะกรรมการฯ ทำการสอบสวน / ไต่สวนได้มานั้น  ยังมีความบกพร่อง ไม่เพียงพอแก่การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้กระทำความผิดครับ 

tips:การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนหรือไต่สวนนั้น  นอกจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะต้องวางแผนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการสอบสวน / ไต่สวน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ แล้ว ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ยังจะต้องวางแผนการเขียนคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนหรือไต่สวน  เพื่อให้เกิดข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เป็นคุณกับตัวผู้ถูกกล่าวหา เพื่อการต่อสู้คดี หรือการขอลดหย่อนโทษ ในอนาคตอีกด้วย   

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ วินัย.com อยากจะเน้นย้ำสำหรับผู้ที่ประสงค์ต่อสู้คดีด้วยตนเองก็คือ อยากให้ทุกท่าน มีพลังใจ ในการค้นหาพยานหลักฐานเพื่อประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพราะจากการพูดคุยกับท่านที่โทรมาปรึกษา ส่วนใหญ่มักท้อใจกับการรื้อค้นเอกสารเก่าๆ หรือการติดตามพยานบุคคลมาสนับสนุนการแก้ข้อกล่าวหา ทั้งที่ ช่วงเวลานั้น ผู้ถูกกล่าวหายังมีอำนาจหน้าที่ สามารถเข้าถึงพยานเอกสาร และพยานบุคคลต่างๆ ได้ง่ายกว่าช่วงเวลาที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว  ดังนั้น การสร้างพลังใจเรื่องการค้นหาพยานหลักฐาน จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับทุกท่านที่ต้องการต่อสู้คดีด้วยตนเอง   

ส่วนท่านที่ว่าจ้างนักกฎหมายหรือทนายความนั้น วินัย.com ไม่ห่วงเรื่องพลังใจในการค้นหาพยานหลักฐาน เพราะอย่างไรเสีย ท่านก็ต้องโดนกระตุ้น ให้ไปหาพยานหลักฐานมาสนับสนุนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาอยู่ดี  แต่สิ่งที่เว็บฯ เป็นห่วง และขออนุญาตเรียนตรงๆ ก็คือเรื่อง “เวลา” ที่ท่านมอบให้นักกฎหมายทำงาน เพราะคุณภาพของงานเขียนฯ จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำงาน ดังนั้น ท่านจึงควรรีบไปพบนักกฎหมายหรือทนายความ เพื่อวางรูปคดี ตั้งแต่ก้าวแรกที่ท่านได้รับคำสั่งแต่งตั้งผู้สอบสวน  / ไต่สวน หรืออย่างช้า ก็วันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อที่นักกฎหมายเหล่านั้น จะได้มีเวลาศึกษาคำสั่ง / ข้อกล่าวหา ตลอดทั้ง ทำการซักถามข้อเท็จจริงจากท่าน ก่อนจะพิจารณาตกลงรับเป็นของเจ้าของคดี และออกสตารท์ก้าวเดินไปพร้อมกับท่านได้ตลอดเส้นทางการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครับ 

on 23:17 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |