หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หนังสือที่ต้องห้ามพลาด


ผู้ถูกกล่าวหาหลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใด “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” จึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด รวมทั้ง ถ้าเกิดการ “พลาด” ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว จะมีผลอย่างไรนั้น เรามาติดตามดูกันครับ
แต่ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะทราบว่าเหตุใดหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ถึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด เราต้องทราบก่อนว่าเหตุใดเราจึงต้องทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และคำว่า “ข้อกล่าวหา” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานี้ เกิดจากสิ่งใด ? ภายใต้ส่วนประกอบและสมการใด  รวมทั้ง ทางออกในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น เป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามครับ



สำหรับการอธิบายเรื่องหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวในหน้าเพจนี้ วินัย.com ขอยก กฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ซึ่งเป็นกฎสอบสวนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหา และการทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ใกล้เคียงกับกฎหรือระเบียบการสอบสวน/ไต่สวน ข้าราชการประเภทอื่นๆ  มาเป็นหลักในการอธิบาย
หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คือหนังสือที่ผู้ถูกกล่าวหาจัดทำ ขี้นเพื่อการชี้แจงหรือโต้แย้ง   “ข้อกล่าวหา” และพฤติการณ์ประกอบข้อกล่าวหาต่างๆ ซึ่งเกิดจากการที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้รวมรวบ “ข้อเท็จจริง” , “ข้อกฎหมาย” และ “พยานหลักฐาน” มาประมวลผลเป็น “ข้อกล่าวหา”
โดยขั้นตอนการประมวล “ข้อกล่าวหา” ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามกฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556  ข้อ 38 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย  และพยานหลักฐาน  ที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ 28 (1) แล้วให้มีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาทำความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวนหรือไม่   ถ้าคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ให้รายงานผลการสอบสวนพร้อมความเห็นเสนอ  ต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจากข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ……”
จากกฎสอบสวนข้างต้น  ท่านจะเห็นได้ว่าภายหลังจากการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานเสร็จสิ้น   การใช้ดุลยพินิจของผู้สอบสวนต่อเรื่องกล่าวหา  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
1.กรณีที่ผู้สอบสวน เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ก็ให้รายงานผลการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
2.กรณีที่ผู้สอบสวน เห็นว่าข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่สอบสวนได้ เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องที่สอบสวน ก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯจากผู้สอบสวน / ไต่สวน จึงเป็นกรณีที่ “ข้อกล่าวหา”นั้น มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดแล้วครับ

โอ  มาย  ก็อต !   สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะบางครั้งกระบวนการสอบสวน  /  ไต่สวน อาจรับฟังข้อมูลจากพยานฝ่ายเดียว หรือข้อเท็จจริงตามที่สอบสวนได้ยังคลาดเคลื่อน เพราะยังมีข้อเท็จจริงอื่นมากกว่าที่สอบสวนได้ รวมทั้ง เหตุคลาดเคลื่อนจากการสอบสวน / ไต่สวนอื่นๆ  ทั้งนี้  ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อผ้าที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน ได้ไปพบเห็น ซึ่งทางออกที่สำคัญของผู้ถูกกล่าวหา ก็คือการโต้แย้งและชี้แจง “ข้อกล่าวหา”
ส่วนใหญ่แล้ว  ทางออกของการโต้แย้งและชี้แจง “ข้อกล่าวหา” ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา หรือทำการโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงตามที่สอบสวน / ไต่สวนได้ยังมีความคลาดเคลื่อน พร้อมกับการนำเสนอข้อเท็จจริงของฝ่ายตนเข้ามาหักล้าง หรือการเขียนบอกกล่าวเพื่อหักล้างผลร้ายและความเสียหายของหน่วยงานตามที่ถูกระบุมาในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ  รวมทั้ง การรวบรวมพฤติการณ์ต่างๆในขณะเกิดเหตุ เพื่อชี้แจงว่ามิได้มีเจตนากระทำผิด  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์คดี  และแนวทางการต่อสู้ที่ผู้ถูกกล่าวหาวางไว้
ส่วนรูปแบบของการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น  ส่วนใหญ่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะเลือกการทำเป็น “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” มากกว่าการเข้าพบผู้สอบสวน / ไต่สวน เพื่อให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา อาจเป็นเพราะมีความอิสระในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  โดยไม่ต้องเกรงใจ หรือยึดติดกับกรอบคำถามตามดุลยพินิจของผู้สอบสวน / ไต่สวน ที่จะตั้งขึ้นมาสอบสวนเมื่อมีการเผชิญหน้ากัน รวมทั้ง การทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะทำให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังมีโอกาสตรวจ / ทาน / แก้ไข หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเองอีกหลายครั้ง เพื่อทบทวนประเด็นข้อต่อสู้ต่างๆ   

เหตุใด “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” จึงเป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาด

เหตุที่ทำให้ “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” เป็นหนังสือที่ต้องห้ามพลาดนั้น นอกจากสาเหตุที่เว็บฯได้เรียนให้ทราบข้างต้นแล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ เมื่อนั้น ย่อมเป็นกรณีที่ “ข้อกล่าวหา” มีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐาน เพียงพอที่จะรับฟังว่าท่านเป็นผู้กระทำผิดแล้ว 
แต่ยังมีสาเหตุต้องห้าม “พลาด” อีกประการหนึ่งของหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ที่เว็บฯอยากเรียนให้ทราบเพิ่มเติมก็คือ ในการสอบวินัยหรือการไต่สวน ที่มีการชี้มูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญา “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา” ถือเป็นตัวแปรสำคัญต่ออนาคตการงาน และอิสรภาพของผู้ถูกกล่าวหา
เพราะหากเกิดการ “พลาด” ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ในหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตัวอย่างเช่น
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” ไม่ตรงประเด็นกล่าวหา เพราะไปมุ่งอธิบายเรื่องการแก้ไขงานหรือการส่งมอบงานที่มีผลสำเร็จแล้วในปัจจุบัน
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” ไม่ตรงตามองค์ประกอบความผิดในข้อกฎหมาย  เพราะความที่ไม่รู้ ข้อกฎหมาย
  • ทำการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา “พลาด” เพราะไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 
กรณีดังกล่าว อาจส่งผลให้หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้น  ไม่มีประเด็นที่ท่านยกขึ้นต่อสู้ หรือไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง  และนั่นย่อมหมายความว่าบรรดาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่ผู้สอบสวน / ไต่สวน เคยแจ้งต่อผู้ถูกกล่าวหามาแล้ว ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาฯ จะมีน้ำหนัก รับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ  เพราะไม่มีสิ่งใดไปหักล้าง “ข้อกล่าวหา” รวมทั้ง จะส่งผลให้เกิดกระบวนการพิจารณาโทษหรือการดำเนินการอื่นๆ ตามฐานความผิดที่ปรากฎในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาติดตามมา   โดยคดีวินัย ก็จะเป็นหน้าที่หน่วยงานต้นสังกัด เช่น  อกพ. กรม , กศจ. จังหวัดต่างๆ  หรือ  ก.ท้องถิ่นต่างๆ  เป็นผู้พิจารณาสั่งลงโทษ  ส่วนคดีอาญาก็จะมีการส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาไปดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป 
เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้  หลายท่านคงจะถึงบางอ้อแล้วนะครับ  ว่าเหตุใด  “หนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา”  จึงจัดเป็นหนังสือที่   ต้อง – ห้าม – พลาด
on 23:22 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |