ข้อควรรู้ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา


จากข่าวคราวการเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และการจัดทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในกระบวนการสอบสวนและไต่สวนต่างๆ หลายท่านอาจสงสัยว่าการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาจะช่วยผู้ถูกกล่าวหาให้รอดพ้นจากการลงโทษได้หรือไม่ หรือจะลงโทษเฉพาะเหล่าปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านหรือผู้ถูกกล่าวหาได้เห็นภาพรวมของการดำเนินการทางวินัย วินัย.com จึงใคร่ขอเรียนให้ทราบว่าขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ขั้นตอนการสอบสวนหรือไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก่อนส่งเรื่องให้ อกพ.กรม , กศจ. หรือ ก.ท้องถิ่นต่างๆ ทำการลงโทษ ในขั้นตอนที่สอง ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาคดีต่อไป

สำหรับขั้นตอนที่เกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาโดยตรงนั้น จะอยู่ในขั้นตอนสอบสวนหรือไต่สวน ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำงานของผู้สอบสวน/ไต่สวน ในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามเรื่องกล่าวหา พร้อมทั้งจะเป็นผู้พิจารณาในเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เพียงพอแก่การรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ โดยหากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอ ผู้สอบสวน/ไต่สวนจะทำ การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อไป

สิ่งที่อยากจะย้ำเพื่อเป็นความรู้ในการวางรูปคดีสำหรับผู้ถูกกล่าวหาก็คือ ในขั้นตอนสอบสวนนี้ ฝ่ายผู้สอบสวนจะต้องทำการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ให้ครบทั้ง 2 ด้าน ดังนี้ 
  1. ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ด้านที่จะพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำผิด
  2. ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ด้านที่จะพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์  
เหตุที่ วินัย.com กล่าวเช่นนี้  เพราะเห็นว่ากฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ข้อ 26 ได้กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวน มีหน้าที่สอบสวนเพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหา และดูแลให้บังเกิดความยุติธรรมตลอดกระบวนการสอบสวน กับทั้งข้อ 29 แห่งกฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวน มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่การสอบสวน โดยไม่รับฟังแต่เพียงข้ออ้างหรือพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น 

ดังนั้น กระบวนการทำงานของผู้สอบสวน นอกจากจะเป็นการสอบสวนเพื่อค้นหามูลความผิดตามเรื่องกล่าวหาแล้ว ในทางกลับกันฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับโอกาสในการสอบสวนเพื่อค้นหาความบริสุทธ์ หรือ "ข้อบ่งชี้เจตนากระทำผิด" เพื่อการบรรเทาผลร้ายหรือปรับเปลี่ยนฐานความผิดไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นธรรมสำหรับผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน 



อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ถูกกล่าวหาเองก็อย่าได้นิ่งนอนใจ หากท่านประเมินรูปคดีตามเรื่องกล่าวหาแล้ว เห็นว่ามีช่องทางในการปรับเนื้อเรื่องหรือฐานความผิดให้ตรงกับข้อเท็จจริงหรือสิ่งบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุบรรเทาเรื่องความเสียหายของทางราชการ ซึ่งถือเป็นตัวแปรที่สำคัญของการกำหนดโทษ ท่านควรให้ข้อมูลและร่วมมือกับผู้สอบสวนในการค้นหาความจริง แม้จะมีกฎสอบสวนที่กำหนดให้ผู้สอบสวน ต้องทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งสองด้านก็ตาม แต่บางครั้งทักษะความชำนาญในการไล่สายความผิด ก็อาจไม่เท่าเจ้าหน้าที่วินัย หรือนิติกรที่มีประสบการณ์ 

ทั้งนี้ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาต้องไม่ลืมว่าตัวผู้ถูกกล่าวหาเองก็มีสิทธิในชั้นสอบสวนหลายประการ เช่น สิทธิการคัดค้านเพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้สอบสวน  สิทธิการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าฟังการสอบสวน หรือสิทธิที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา  รวมทั้งสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกครั้งที่มีการสอบสวนตัวผู้ถูกกล่าวหา จะต้องมีการบันทึกถ้อยคำ และให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจสอบว่าบันทึกนั้นเป็นไปตามคำพูดหรือคำให้การของท่านหรือไม่  ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้ หรือแม้กระทั่งจะกลับคำให้การก็ได้ แต่ท่านต้องระวังว่าการกลับคำให้การนั้น หากมีลักษณะเป็นการให้ถ้อยคำกลับไปมา อาจมีผลกระทบต่อน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานที่ท่านอ้างถึง 

อนึ่ง สำหรับจุดสิ้นสุดของกระบวนการทางวินัยนั้น  เมื่อมีการลงโทษทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ท่านสามารถยื่นหนังสืออุทธรณ์การลงโทษ ต่อองค์คณะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ได้ และหากองค์คณะผู้พิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจคำวินิจฉัยนั้น ท่านก็สามารถใช้สิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้อีกเป็นลำดับสุดท้าย
on 23:01 by วินัย.com โทรปรึกษาฟรี |